ในสวิตเซอร์แลนด์มีสถานที่อยู่แห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้เป็นสถานที่ในประวัติศาสตร์ใดๆ ไม่ได้เป็นมรดกโลก ไม่ใช่ที่หรูหรา ไม่ใหญ่โต แต่เป็นที่ๆติดอันดับยอดอิตใน Instagram ภาพของสถานที่แห่งนั้นทำให้คนมากมายทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะไปเยือน คนหลายคนเห็นภาพแล้วบอกตัวเองว่าต้องไปเห็นให้ได้ก่อนตาย แต่หลายก็บอกว่าคงไม่มีปัญญาไปเห็นเพราะมันคงลำบากเหลือเกินกว่าจะไปถึง สถานที่นั้นคือเกสต์เฮ้าส์เล็กๆที่ดูดิบๆเหมือนโรงเตี๊ยม แต่ตำแหน่งของมันที่ตั้งอิงอยู่หน้าผาสูงเปิดรับวิวภูเขาตระหง่านงามนั้น คือเหตุผลที่ใครๆก็อดไมได้ที่จะกดปุ่ม Like ให้กับภาพจากโซเชียลมีเดียที่เห็นหรือต้องแชร์ต่อกันอย่างไม่หยุด  ที่แห่งนั้นคือ Berggasthaus Aescher-Wildkirchli ที่หมู่บ้าน Ebenalp ในเขตเมือง Appenzell ของสวิตเซอร์แลนด์

เกสต์เฮ้าส์ในฝันนี้อาจจะเป็นสถานที่ใน Bucket List ที่ต้องมาเยือนให้ได้ไม่ว่าจะลำบากเพียงไรสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่สวิตฯ แต่สำหรับคนสวิสหรือคนที่อยู่สวิตฯแล้ว การเดินเขาเพื่อพักผ่อนในวันหยุดเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน การได้ไปเดินเขาและชมวิวดังจาก Instagram นี้จึงเป็นเรื่องไม่แปลก ฉันได้ไปที่นี่มาสองครั้งแล้ว หลังจากไปครั้งที่สองจึงตั้งใจว่าจะเขียนเล่าประสบการณ์แบ่งปันให้คนเห็นรูปของการเดินเขาบริเวณนั้นมากกว่าแค่รูปเกสต์เฮ้าส์

ขั้นแรกต้องไปให้ถึงเมือง Wasserauen เสียก่อน เมืองนี้อยู่ใกล้มากๆกับ Appenzell เมืองน่ารักอีกเมืองที่ต้องไปเยือน เมืองนี้นั่งรถไฟไปได้สบายๆจากซูริค ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ และแวะเปลี่ยนขบวนรถครั้งเดียวที่  Gossau เมื่อลงรถไฟที่สถานี Wasserauen แล้ว เดินไปประมาณ 100 เมตรก็จะถึงสถานีรถกระเช้า Ebenalpbahn ที่มีขึ้นไป Ebenalp ทุกๆ15 นาที แต่กระเช้านี้เปิดแค่ช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนตุลาคม กระเช้าพาเราล่องลอยขึ้นหน้าผาไป เพียงแค่ 6 นาทีก็ถึงยอด

เมื่อออกจากสถานีมาแล้ว หากจะเดินไปชมเกสต์เฮ้าส์ให้เลี้ยวขวา ทางเดินเป็นการไต่ลง ปรับแต่งไว้เป็นขั้นบันไดเดินไม่ยากเลย ป้ายบอกว่าเพียง 20 นาทีก็จะเดินถึง ระหว่างทางได้ชมวิวเปิดโล่งของหุบเขาเขียวชอุ่มในหน้าร้อน มีวัวเล็มหญ้าอย่างมีความสุขข้างๆทาง สมกับคำในแคมเปญของสวิตฯที่โปรโมทว่าผลิตภัณฑ์จากวัวและนมวัวของเขานั้นคุณภาพดีเพราะวัวของเขาเป็น Happy cows

เดินมาได้นิดเดียวก็เห็นปากทางเข้าถ้ำ ในถ้ำมีแสงไฟจากโปรเจ็คเตอร์เล่าบรรยายหินงอกหินย้อยและเรื่องราวของคนที่อยู่ที่บริเวณถ้ำนี้ในสมัยก่อน ในถ้ำนี้มืดและบางช่วงเป็นขั้นบันไดแต่ก็เดินไม่ยาก ระยะทางก็ไม่ไกล นิดเดียวก็เห็นแสงปากปล่องสว่าง มีกระต๊อบไม้เล็กๆตั้งอยู่ ด้านในเป็นรูปภาพและคำบรรยายต่อ ถ้ำใกล้ๆกันนี้เคยใช้เป็นโบสถ์ซึ่งก่อตั้งโดยพระนิกายคาปูชินเมื่อสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว ตรงบริเวณนี้เรียกว่า Wildkirchli ซึ่งแปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษว่า Wild little church หรือโบสถ์ป่าน้อยๆนั่นเอง

จากตรงนี้ทางจะลัดเลียบหน้าผาหินมุ่งไปสู่ Äscher เลยไปเพียงนิดเดียวก็เห็นหอระฆังเล็กๆสีแดงสดขวางทางเดินอยู่ พอพ้นหอระฆังมาก็เห็นคนมากมายกำลังสวดมนต์และร้องเพลงกันอยู่ในซอกถ้ำระหว่างหินผานั้น เพราะเวลาที่ไปเนวันนั้นคือบ่ายวันอาทิตย์พอดี มีพระทำพิธีด้วย แลดูขลังและน่าประทับใจมากๆ ครั้งที่ไปเดินครั้งแรกไม่ได้เห็นพิธีนี้เพราะไปเย็นเกิน

จากนั้นทางเดินเลาะเลียบเทลาดลงไปสู่ช่วงที่แคบลงและอ้อมเลาะไปตามความโค้งของเขา ช่วงนี้มีหลังคาคลุมเหมือนเป็นสะพาน เดินเรียงแถวไปได้ทีละคนและต้องรอให้สวนกัน ด้านไนมีเจาะเป็นหน้าต่างให้มองออกไปชมวิวด้วย พอออกมาทางก็ยิ่งแคบและลัดเกาะไปตามผาหิน แต่ก็เดินง่ายไม่หวาดเสียวเลยเพราะทางทำไว้ให้เรียบมากและมีราวกั้นด้วย แต่เวลาเดินตรงนี้ต้องไปช้าๆหน่อยเพราะต้องคอยหลบให้คนที่สวนมา และบางทีก็มีเจ้าม้าที่หุ่นเหมือนลาเดินมาหยุดขวางทางดื้อๆ เจ้าม้าประหลาดนี้แห็นมาก่อนแล้วที่ Appenzell เหมือนจะเป็นสัตว์ของที่นี่ มันน่ารักมากๆ และดูเหมือนจะมีนิสัยดื้อซื่อบื้อเหมือนลามากกว่าม้า

พอลับมุมโค้งสุดท้ายของผาหินมา พลันก็เห็นอาคารไม้ของ Berggasthaus Aescher-Wildkirchli ที่ชินตาเหมือนกับรูปที่เคยเห็น มันเป็นตึกไม้หน้าจั่วสามชั้นแบบบ้านสวิสเรียบๆธรรมดาๆไม่มีความงามทางสถาปัตยกรรมใดๆเลย แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เหมือนสะกดให้ทุกคนที่โผล่ไปเห็นเหมือนดังต้องมนตร์ตะลึง คงจะเป็นตำแหน่งที่มันตั้งซุกอยู่ในโตรกหินผาเหมือนกับว่าใครไปสร้างซุกอยู่ได้อย่างไรละมัง หรือไม่ก็คงเพราะความอัศจรรย์ของวิวภูเขาและหุบเขาที่คงจะชวนฝันสุดๆหากมองออกไปจากอาคารนั้น

พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ความสงบเงียบชวนตะลึงที่สะกดให้โลกทั้งโลกหยุดนิ่งก็เปลี่ยนไป นักเดินเขาทั้งชาวสวิสและชาวต่างชาติที่อุตสาหะเดินมาชมต่างก็นั่งดื่มและกินกันเต็มที่บรรดาโต๊ะเก้าอี้ด้านหน้าเกสต์เฮ้าส์นั้น อันที่จริงภาพแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของเกสต์เฮ้าส์บนภูเขาที่เป็นจุดพักของนักเดินเขา ที่จะเต็มไปด้วยครอบครัวสวิสในวันสุดสัปดาห์

ตัวอาคารเป็นบ้านไม้สามชั้นสไตล์ชาเล่ต์แบบสวิส มองขึ้นไปเห็นหน้าต่างห้องนอนของเกสต์เฮ้าส์ ด้านในเป็นที่นั่งร้านอาหารแต่หน้าร้อนคนจะออกมานั่งด้านนอกชมวิวรับแดดกันหมด เดิมอาคารนี้เป็นที่พักของพระที่ดูแลโบสถ์ในถ้ำนั่นเอง มาเปลี่ยนเป็นเกสต์เฮ้าส์ทีหลัง

จากจุดนี้เราสามารถทะลุเดินต่อไปอีกด้านของเขาได้ มีป้ายบอกทางให้เลือกเดินตามอัธยาศัย (เวลาและความสามารถ) ฉันเคยเดินวนกลับขึ้นไปที่สถานีรถกระเช้าเพื่อนั่งกลับลงมา ใช้เวลา 50 นาที เป็นการเดินขึ้น เมื่อไต่สูงขึ้นไปก็จะมองลงมาเห็นทะเลสาบ Seealpsee อยู่ด้านล่าง พอถึงจุดสูงสุดก็จะเจอเกสต์เฮ้าส์อีกแห่งคือ Berggasthaus Enenalp อยู่ไม่ไกลสถานีกระเช้า

หรืออีกทางจากเกสต์เฮ้าส์เอสเชอร์ ฉันเคยเดินลงไปจนถึงทะเลสาบ Seealpsee ใช้เวลาเดินชั่วโมงกว่า แล้วเดินต่อลงไปอีก 20 นาทีจนถึงที่จอดรถเลย เป็นการเดินที่ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก ทางเดินธรรมชาติสวยแบบดิบๆ ต้องตั้งใจมองเท้าห้ามเผลอดูวิวตลอด พอลงมาถึงทะเลสาบด้านล่างมีเกสต์เฮ้าส์อีกแห่งคือ Berggasthaus Seealpsee มีร้านอาหารให้นั่งชมวิวริมทะเลสาบ เป็นทะเลสาบเล็กๆ แต่น่ารักและสงบมาก ได้นั่งพักเท้าพักอารมณ์สบายเป็นที่สุดก่อนที่จะเดินต่อไปจนถึง Wasserauen ที่จอดรถทิ้งไว้

หลังจากไปมาสองครั้ง ขอแนะนำว่าขึ้นไปสายๆ เดินป่าชมเขาให้คุ้มสัก 2-3 ชั่วโมง กลับลงมาบ่ายๆแล้วออกไปแวะที่เมือง Appenzell ที่น่ารักมากๆ เดินชมเมืองสัก 1-2 ชั่วโมงแล้วกินมื้อเย็นในเมืองก่อนกลับ ได้เที่ยวแบบคุ้มสองที่ในหนึ่งวัน ส่วนฉันต้องกลับไปเดินสำรวจเส้นทางอื่นบนเขานั้นอีกแน่นอน ไม่แน่ อาจจะไปค้างที่ Berggasthaus Aescher ดูสักคืนก็ได้

3 COMMENTS

Comments are closed.