เสาร์อาทิตย์นี้คุณปู่คุณย่าขับรถจากเบลเยี่ยมมาหา เราก็เลยต้องวางแผนพาเที่ยวแบบธรรมชาติอย่างที่คุณปู่คุณย่าชอบ แต่ต้องจัดที่เดินได้ง่ายๆ ไม่ชัน และใช้เวลาไม่นานมากเพราะอายุท่านเริ่มเยอะแล้ว เราจึงพาไปเดินเขาที่ Stanserhorn กัน

เขานี้อยู่เหนือเมือง Stans ในคันโตน Nidwalden ห่างจากเมืองลูเซิร์นมานิดเดียว ความสูงประมาณ 1900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เราขับรถไปจอดที่เมือง Stans แล้วก็เดินไปที่สถานีรถไฟขึ้นเขา Stanserhornbahn โอ้โห สถานีสร้างด้วยไม้แบบโบราณน่ารักมากๆ เลย ย้อนยุคสุดๆ ตัวรถไฟเองก็ทำด้วยไม้ คลาสสิกมาก พอรถไฟไต่สูงขึ้นเขาไปเราก็เห็นทิวทัศน์ของเมืองต่างๆ รอบๆ ทะเลสาบลูเซิร์น ซึ่งฉันว่าเมืองและภูเขารอบๆ ทะเลสาบลูเซิร์นนี้มีภูมิทัศน์ที่สวยมากๆ ดูด้านล่างก็สวย ดูจากน้ำก็สวย ขึ้นมาดูจากบนเขายิ่งสวยมากๆ มีคนบอกว่าตำแหน่งนี้ของสวิตเซอร์แลนด์เป็นตำแหน่งที่ฮวงจุ้ยดีมากๆ








พอรถไฟมาจอดที่สถานีด้านบนเราก็เปลี่ยนไปขึ้นเป็นกระเช้าที่ชื่อ Cabrio มีความพิเศษตรงที่มันเหมือนรถเปิดประทุน Cabriolet นั่นเอง เพราะนอกจากจะยืนอยู่ในกระเปาะกระเช้าตามปกติแล้ว ยังมีบันไดให้ขึ้นไปยืนด้านบนหลังคาได้อีก 30 คน เหมือนรถเปิดประทุนเลย ได้เห็นวิวกันแบบ openair เต็มๆ เป็นจุดขายของเขาเลย


พอถึงสถานีด้านบนก็มีร้านอาหารและลานที่นั่งกินอาหารและชมวิวกว้างมาก ร้านอาหารด้านในนั้นหมุนรอบตัวช้าๆ ด้วย แต่อาหารธรรมดามาก เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ไม่อร่อยเลย จริงๆ เราอยากเดินเขาอยู่ข้างบนสัก 2 ชั่วโมงแต่ทัศนวิสัยไม่เป็นใจ เมฆหมอกขาวโพลนไปหมด เราจึงเดินวนรอบเป็นลูปเล็กเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง





แต่แม้ทัศนวิสัยจะไม่ดีก็ได้บรรยากาศพอควรว่ามีเส้นทางเดินด้านบนเยอะมากๆ มีระยะทางให้เลือกหลายแบบ เหมาะกับความชอบทุกรูปแบบ น่าจะสวยและเดินสนุกหลายเส้นเลย สงสัยจะต้องกลับมาเก็บตกอีกครั้งแล้วแม้ว่าค่าขึ้นกระเช้าเปิดประทุนจะค่อนข้างแพงก็ตาม











พอเราเดินลงมาจากยอดเขา Stanserhorn ยังเป็นเวลาช่วงบ่ายแก่ๆ เหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะแดดร่มลมตก จึงตัดสินใจชวนกันเดินชมเมือง Stans เสียหน่อย ไหนๆ ก็เสียเงินค่าจอดรถถึงเย็นอยู่แล้ว เมืองนี้เราขับรถข้ามไฮเวย์เฉียดไปเฉียดมาบ่อยมากเวลาลงไปทาง Interlaken ไม่เคยคิดจะแวะเที่ยวเลย วันนี้โอกาสเหมาะจึงขอเดินวนรอบตัวเมืองสำรวจเสียหนึ่งรอบแล้วกัน


ที่ไหนได้ เพียงแค่เดินจากสถานีรถไฟ Stanserhorn มาไม่กี่ก้าว ก่อนถึงโบสถ์และลานใหญ่ใจกลางเมืองก็เจอพิพิธภัณฑ์บ้านไม้โบราณกำลังจัดงานกันอย่างคึกคัก บรรยากาศดีมากๆ แต่เหมือนจะเป็นงานปิดเราจึงไม่ได้เข้าไปยุ่งกับเขา ได้แต่สังเกตการณ์อยู่ด้านนอก โอ้โหแลดูดีมาก เหมือนเป็นงานศิลปะหรือกิจกรรมอะไรสักอย่างที่คนสนใจมารวมตัวกัน ในสนามหญ้าด้านนอกที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบก็มีคนยืนสนทนาสังสรรค์พร้อมด้วยเครื่องดื่มในมือ ฉันชอบบรรยากาศศิลปวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันแบบนี้มากเลย

เดินมาอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงโบสถ์ใหญ่ใจกลางเมืองและลานกลางเมือง Dorfplatz ปรากฏว่าเขามีเทศกาลหรือเป็นบาร์กลางแจ้งอะไรสักอย่าง คนนั่งคุยนั่งดื่มกันเต็มไปหมดแบบสโลว์ไลฟ์ ดูคุณภาพชีวิตดีมากๆ

เราเริ่มรู้สึกแล้วว่าเมืองเล็กแห่งนี้มีบรรยากาศและอารมณ์ที่ดีมาก จึงเดินตามความรู้สึกไปเรื่อยๆ ผ่านข้างโบสถ์ที่มีอนุสาวรีย์ใหญ่ซึ่งไม่ค่อยเห็นอะไรแบบนี้ในสวิตเซอร์แลนด์ หาข้อมูลดูจึงรู้ว่าเป็นอนุสาวรีย์ของ Arnold von Winkelried ทหารของเมืองนี้ที่ว่ากันว่าเขาต่อสู้โดยการสละชีพกระโดดขึ้นไปบนปลายหอกของกองทหาร Habsburg ในสงคราม Sempach เมื่อปี 1386 บางคนก็ว่าเรื่องนี้ไม่จริง แต่กระนั้นก็มีหลักฐานว่านายอาร์โนลคนนี้อาศัยอยู่ที่เมืองนี้โดยมีบ้านของเขาอยู่ในเมืองจริง และเขาก็มีอนุสาวรีย์ใหญ่โตอยู่เมืองนี้ก็แล้วกัน







อีกไม่กี่ก้าวก็ถึงน้ำพุกลางเมืองซึ่งมีรูปปั้นด้านบนที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นโครงกระดูกยืนกอดอยู่กับหญิงสาว รูปปั้นนี้มีชื่อว่า Der Tod und das Mädchen หรือ Death and the Maiden นั่นเอง

สถาปัตยกรรมของบ้านเรือนตามตรอกซอกซอยของเมืองเก่านี้น่าสนใจมาก นอกจากอาคารแต่ละแห่งจะน่ารักน่าสนใจแล้ว ยังจัดเรียงตัวกันไปตามความสูงต่ำของเนินเขา จึงมีบันไดสูงเชื่อมเป็นทางลัดระหว่างถนนต่างๆ ทำให้เมืองมีมิติน่าสนใจมาก และบ้านต่างๆ ก็จะต้องสร้างไปตามสภาพความสูงต่ำทำให้บางบ้านนั้นก็มีโรงจอดรถอยู่บนหลังคาบ้าน หรือมีตำแหน่งประตูเข้าบ้านแปลกๆ ฉันว่ามันทำให้บ้านแต่ละหลังมีบุคลิกเฉพาะตัวน่าสนใจมาก






เดินมาเรื่อยๆ เราก็เห็นอาคารใหญ่ดูเหมือนจะเป็นคอนแวนต์หรือที่พักของพระ และก็จริงๆ ด้วย นั่นคือ Capuchin Monastery และ The Convent St. Klara ซึ่งอยู่ติดกัน ปรากฏว่าเขามีงานเทศกาลอาหารและสังสรรค์พื้นเมืองอะไรอีกแล้วก็ไม่ทราบ มีคนมาออกร้านอาหารขายของกินพื้นเมืองกันรอบๆ ลาน มีลามีม้าและดนตรีแบบพื้นเมืองคึกคักมาก ส่วนในตึกคอนแวนต์นั้นมีส่วนที่เป็นร้านขายพวกชีสและอาหารดองของแห้ง ซึ่งเป็นร้านของคอนแวนต์มาแต่โบราณแต่ปัจจุบันปรับปรุงจนทันสมัย อาหารต่างๆ น่าซื้อมากเลย







แต่ที่ทำให้ฉันตื่นเต้นมากก็คือสุสานที่อยู่ติดกันกับคอนแวนต์นี้ โอ้ยแค่เห็นสุสานก็ตื่นเต้นจะแย่อยู่แล้ว พอเดินเข้าไปไม่กี่ก้าวยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เพราะสุสานนี้สวยมากๆ ดูอลังการหรูหรามากๆ ทั้งตัวอาคารและหลุมศพต่างๆ หินหลุมศพแต่ละอันใหญ่โตโอ่อ่าและประดับดอกไม้สวย เรียกว่าเป็นสุสานที่สวยมากแห่งหนึ่งทีเดียว พวกเราเลยใช้เวลาเดินชมกันอยู่ในนั้นนานกว่าที่ตั้งใจ เพลินมากๆ







เมือง Stans นี้เป็นเมืองหลวงของคันโตน Nidwalden ซึ่งถ้าใครรู้ประวัติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็จะรู้ว่าเมื่อปี 1291 นั้นผู้แทนของคันโตนสามแห่งมาสาบานตกลงกันเป็น Swiss Confederation ซึ่งคันโตนทั้งสามนั้นก็คือ Uri, Schwyz และ Unterwalden ซึ่งปัจจุบันแตกออกมาเป็นคันโตน Nidwalden ด้วยนั่นเอง เมืองนี้จึงมีความเก่าแก่ และมีประวัติที่เชื่อมโยงลึกซึ้งมานานกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์








การที่ได้สำรวจและค้นพบประวัติศาสตร์และความน่ารักของเมือง Stans จึงเป็นอะไรที่ไม่ได้คาดคิด กลายเป็นความประทับใจอย่างมาก คราวหน้ามีแขกบ้านแขกเมืองมาเยี่ยมฉันจะต้องพามาเที่ยวเมือง Stans อีกแน่ๆ



































