จากโซเฟียเราวางแผนขับรถไปตามเมืองต่างๆวนเป็นวงกลมเกือบทั่วทั้งประเทศ เมืองที่เราใช้เป็นฐานพักอยู่หลายวันก็คือ Veliko Tărnovo เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของบัลแกเรีย ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ และเป็นเมืองที่สะดวกในการใช้เป็นฐานตั้งในการสำรวจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง

แต่ตัวเมืองเองฉันว่าไม่ได้มีอะไรมาก ถึงแม้จะมีป้อมปราการใหญ่โตโอบล้อมเมืองอยู่บนภูเขาที่เราสามารถไปเดินชมทัศนียภาพของเมืองได้ และมีโบสถ์อยู่ข้างบนซึ่งมีความแตกต่างจากโบสถ์อื่น โดยจิตรกรรมฝาผนังนั้นวาดเป็นแบบทันสมัยทั้งหมด แต่นอกจากป้อมปราการแล้ว ตัวเมืองเองค่อนข้างหดหู่ เพราะฉันว่ามันไม่ค่อยสะอาดและบ้านเรือนก็ไม่ได้รับการบำรุงรักษาที่ดี แถมช่วงเวลานี้ที่โควิดทำพิษบัลแกเรียอย่างมาก ธุรกิจและร้านอาหารหลายอย่างต้องปิดกิจการไป เห็นแล้วก็เศร้ามาก

ฉันได้เดินชมบ้านเรือนทั้งหมดซึ่งอยู่ด้านบนของภูเขา และได้เดินชมถนน Gurko ซึ่งเป็นถนนสายเด่นของเมือง ที่โค้งไปตามไหล่เขาและมีบ้านเรือนในสถาปัตยกรรมแบบโบราณ แต่ฉันว่ามันก็สวยงามแค่แปลกพอตัว ไม่ถึงกับตื่นตาตื่นใจหากเราเคยเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันมาแล้วเช่นในประเทศโรมาเนีย

สาเหตุหลักที่ฉันมาบัลแกเรียก็เพราะอยากจะมาชมจิตรกรรมฝาผนังในอารามต่างๆ เนื่องจากไปติดใจที่โรมาเนียมา ทริปนี้เลยเป็นทริปลุยชมวัดกันจนมึนไปเลยวัดพวกนี้มีจิตรกรรมบนผนังกำแพงและเพดานที่สีสันจัดจ้านถึงใจมาก รูปที่วาดก็เป็นเรื่องราวต่างๆในไบเบิ้ล และภาพนักบุญทั้งหลาย เขาวาดทับทุกส่วนผนังกำแพงของห้องเลยทีเดียว เข้าไปยืนชมแล้วจึงรู้สึกเยอะ แน่น เต็มอิ่มมาก จิตรกรรมฝาผนังส่วนมากนี้อันที่จริงไม่เก่ามาก แค่ราว 300 ปี เพราะของดั้งเดิมถูกแผ่นดินไหวบ้างไฟไหม้บ้างจนเสียหายหมดต้องมาบูรณะกันใหม่ ไม่ได้เก่าแก่อย่างในโรมาเนีย แต่หลายที่ก็เป็นมรดกโลกยูเนสโก้

บนเส้นทางขับรถจากโซเฟียไป Veliko Tărnovo มีอาราม 3 แห่งที่อยากแนะนำให้ไปชม คือ Church of Nativity, Church of Michael and Gabriel ที่หมู่บ้าน Arbanasi กับที่ Preobrazhenski Monastery ในบริเวณเดียวกัน ต้องขับรถขึ้นไปบนเขาสูงและทางเล็กมาก กระเด้งกระดอนพอควร อยู่สันโดษไกลโลกจริงๆ คนจะไปชมนี่ต้องตั้งใจไปมากๆ แต่ทั้ง 3 แห่งนี้ก็สวยคุ้มความพยายามจริงๆ

วัดอีกสองแห่งที่น่าไปชมคือ Glozhene Monastery เป็นอารามอยู่ไม่ไกลจากเมือง Tetevan ดั้งเดิมสร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 มีเรื่องราวปาฏิหาริย์หลายอย่างที่ทำให้ต้องมาสร้างวัดอยู่ที่นี่ แต่ต่อมาโดนแผ่นดินไหวหลายครั้ง อาคารในบริเวณหลายจุดถูกทำลายไป รวมทั้งตัวโบสถ์ด้วย โบสถ์ที่เห็นอยู่ปัจจุบันนี้จึงเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่นานนี้บนที่ตำแหน่งเดิม แต่บรรยากาศในอารามโดยรวมก็ยังให้อารมณ์เก่าแก่ทีเดียว ตั้งเงียบสงบอยู่บนภูเขาไร้ผู้คนสิ่งมีชีวิตใดๆ กว่าจะไปถึงเราต้องขับรถขึ้นภูเขาไปตามเส้นทางเล็กๆ เป็นถนนแคบไม่มีเส้นถนน ต้นไม้ใบไม้ครึ้มชื้นและใบไม้ร่วงปกคลุมถนนเต็ม ให้บรรยากาศครึ้มขลังอย่างยิ่ง ถนนพาไปจนสุดทางก็ถึงตัวอารามซึ่งเป็นไม้สีเข้มสร้างอยู่บนฐานที่เป็นหิน ด้านหน้าไม่มีรถใดอื่นจอดอยู่เลย เราจอดรถแล้วเดินขึ้นไปบนทางหินดู รอบๆก็ไม่เห็นมีสิ่งชีวิตใดอื่น ได้ยินเสียงทีวีและเสียงคนเบาๆอยู่ในห้องใต้ถุนแต่เราก็ไม่กล้าเปิดเข้าไปเรียก เห็นประตูวัดที่ต่อกับอุโมงค์หินทะลุกำแพงไปเปิดอยู่ เราจึงเดินเข้าไปแล้วสำรวจในบริเวณ มีโบสถ์ซึ่งเป็นแบบสมัยใหม่ จิตรกรรมฝาผนังด้านในก็วาดขึ้นใหม่ซึ่งขัดกับบรรยากาศด้านนอกที่แลดูเก่าโบราณ ในบริเวณมีกุฎิพระอยู่หลายห้อง เห็นข้าวของเครื่องใช้ผ้าตากอยู่ มีห้องครัวที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆแบบโบราณ แสดงให้เห็นว่ามีพระจำวัดอยู่ที่นี่จริงๆ แต่เราก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดเลย เดินเข้าไปชมห้องที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชมข้าวของที่จัดแสดงอยู่จนทั่วเสร็จก็ไม่มีใครสักคน เราจึงเดินกลับมาขึ้นรถแล้วขับออกมา เรียกว่าเป็นไพรเวททัวร์จริงๆ

จากนั้นเราก็ขับต่อไปอีกอารามหนึ่งคือ Troyan Monastery แม้จะไม่เงียบเหงาไร้สิ่งมีชีวิตอย่างที่แรกแต่ก็แทบจะไม่มีผู้คนให้เห็นเช่นกัน ที่นี่มีบริเวณกว้างขวางใหญ่ทีเดียว นอกจากจะมีตัวโบสถ์ตรงกลางซึ่งตกแต่งสวยงามและมีจิตรกรรมฝาผนังสดใสทั้งด้านในด้านนอกแล้ว ยังมีบริเวณกุฎิซึ่งเป็นอาคารไม้สามชั้นมีระเบียงไม้ใหญ่ล้อมรอบ บางส่วนเป็นกุฎิที่พระจำวัด และบางส่วนก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสิ่งต่างๆให้เราชม ข้างใต้โบสถ์มี Crypt หรือห้องฝังศพใต้ถุนโบสถ์ ซึ่งพอเรามุดลงไปดูเห็นมีหัวกะโหลกหลายหัวกองอยู่บนโต๊ะด้วย อารามพวกนี้แม้จะเล็กไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังหรือเป็นมรดกโลก แต่ถ้าจะวางแผนเส้นทางขับผ่านไปชมได้ ก็ไม่ควรพลาดเลย

และมีอารามที่นอกจากจะมีจิตรกรรมฝาผนังให้ดูแล้ว ยังพิเศษตรงที่เขาเจาะภูเขาบนผาสูงเป็นถ้ำเข้าไป เราจะไปชมได้ต้องเดินเขาและไต่บันไดขึ้นไปชมกันอารามสองแห่งนี้ก็คือ Rock-hewn churches of Ivanovo ที่หมู่บ้าน Ivanovo ซึ่งเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และอีกแห่งคือ Basarbovo Cave Monastery ที่หมู่บ้าน Basarbovo ทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันโดยขับรถราว 20 นาที และอยู่ไม่ไกลจากเมือง Ruse ริมฝั่งแม่น้ำดานูบ 

โบสถ์ที่ Ivanovo นั้นเราต้องขับรถเข้าป่าไปในภูเขา ทางเป็นถนนเล็กๆ ใบไม้ร่วงสีเหลืองเต็มถนนสวยงามมาก แต่ก็ทำให้เห็นว่าถนนนี้มีรถใช้งานน้อย ทุกที่ๆเราขับรถเข้าไปลึกๆในภูเขาเพื่อดูวัดวาอารามแบบนี้แทบจะไม่เคยมีรถอื่นใดสวนมาเลย และพอไปถึงแล้วก็มักจะไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่น ได้เที่ยวชมประหนึ่งทัวร์ส่วนตัวทุกที่เลย ที่นี่พอไปถึงที่จอดรถแล้วเราก็เดินไต่ขึ้นไปบนภูเขาชัน บางช่วงก็มีบันไดบางช่วงก็เป็นทางดินแบบเวลาไปเดินเขา พอเมื่อยกำลังดีก็ถึงหน้าผาหินที่ถูกเซาะเข้าไปเป็นห้อง ช่องทางเปิดเล็กนิดเดียวยิ่งชวนตื่นเต้น มุดเดินเข้าไปแล้วก็ซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ในถ้ำเลย ถ้ำนี้ไม่มืด มีแสงธรรมชาติสว่างจากหน้าต่างและช่องเปิด จึงทำให้เห็นภาพวาดสีสันสดใสบนผนังหินอย่างชัดเจนทั้งหมด สวยงามไม่ต่างจากจิตรกรรมฝาผนังที่ไปดูมาตามโบสถ์ต่างๆเลย แต่มันน่าอัศจรรย์ใจตรงที่ภาพวาดเหล่านี้ถูกวาดลงบนผนังหินของถ้ำ และคนวาดก็อุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งของห้องหลักมีหน้าต่างใหญ่ซึ่งเราสามารถออกไปยืนที่ระเบียงชมวิวอุทยานแห่งชาติที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีอย่างสวยงามได้ เขาบอกว่าตรงระเบียงนี้คือทางเข้าจริงของโบสถ์ที่สมัยก่อนจะต้องไต่ขึ้นมา ยิ่งลำบากกว่าปัจจุบันอีก

ส่วน Basarbovo นั้นปัจจุบันยังเป็นวัดที่มีพระอยู่จริง มีคนมาบูชากันอยู่ในชีวิตประจำวัน ด้านล่างมีบริเวณที่พระใช้จำวัดในปัจจุบัน และมีบันไดให้ไต่ผนังเขาขึ้นไปดูโบสถ์ซึ่งถูกเซาะไปเป็นห้องในหน้าผาหินได้ ที่นี่ไม่ได้มีการวาดจิตรกรรมฝาผนังลงบนหิน แต่จะเป็นการใช้รูปภาพตกแต่งแทน และมีเชิงเทียนแท่นบูชาให้ใช้งานได้อยู่ในปัจจุบัน ความน่าทึ่งของที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องศิลปะแต่เป็นความที่มันยังใช้งานอยู่จริง น่าทึ่งเป็นที่สุด

NO COMMENTS