ถ้าพูดว่าจะไปเที่ยวประเทศเคนย่า คนส่วนมากก็ต้องนึกว่าไปซาฟารีส่องสัตว์ แต่ฉันมาเที่ยวเคนย่าหนึ่งสัปดาห์ครั้งนี้กลับไม่ได้มาซาฟารี และไม่ได้มีโปรแกรมเที่ยวตามจุดหมายหลักใดๆ มาก เพราะฉันเคยมาแอฟริกากลางหลายครั้งแล้ว และซาฟารีก็เคยไปมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน โดยเฉพาะที่แทนซาเนียนั้นได้ไปนอนในเต็นท์ที่ตั้งอยู่ในเส้นทาง The Great Migration เลย ทั้งคืนได้ยินเสียงเท้าสัตว์เดินกันจนพื้นพสุธาสะเทือนเป็นล้านๆ ฝีเท้า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของทริปนี้คือมาเยี่ยมเพื่อน ฉันจึงใช้เวลาอยู่ที่เมืองหลวงไนโรบี 4 คืนแล้วไปเที่ยวทะเล 2 คืน เน้นสบายๆ ไม่อัดโปรแกรมเที่ยว และไปที่ๆ เพื่อนคนท้องถิ่นแนะนำ

สถานที่ใน Bucket List

แม้จะตั้งใจไม่อัดโปรแกรมอะไรมาก แต่สถานที่อย่างหนึ่งซึ่งฉันอยากจะมาชมก็คือบ้านของคุณ Karen Blixen ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนภาพยนตร์รางวัลออสก้าร์เรื่อง Out of Africa ก็ต้องรู้จักดีถึงเรื่องราวโรแมนติกในเคนย่าของคุณคาเรนกับคุณเดนิสเมื่อ 100 ปีที่แล้ว หรืออาจจะเคยอ่านหนังสือที่คุณคาเรนเขียนก็ได้ สำหรับฉันนั้น นอกเหนือไปจากเนื้อเรื่องที่โรแมนติก และฉากของแอฟริกาซึ่งให้รสชาติการท่องเที่ยวแนวผจญภัยของโปรดแล้ว สิ่งที่ชอบมากจากภาพยนตร์อีกอย่างหนึ่งก็คือบ้านของคุณคาเรนนี่แหละ ระเบียงบ้านใหญ่ในสนามกว้างที่โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ผู้ซึ่งแสดงเป็นเดนิสเผลอหลับไปนั้นน่าสบายมาก ชอบจริงๆ ดังนั้นฉันจึงตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสได้มาไนโรบีจะต้องขอมาชมบ้านจริงๆ หลังนี้ให้ได้ และในวันนี้ก็ได้มาสมใจ

ตอนนี้เขาทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดให้เข้าชมได้ มีไกด์พาชมและเล่าเรื่องราวชีวิตของคุณคาเรนและเดนนิสให้ฟัง ซึ่งถ้าใครดูหนังแล้วก็เป็นไปตามนั้นนั่นแหละ พีคของฉันก็คือ การได้เข้ามายืนชมห้องนอน ห้องอาหาร ห้องครัวจริงๆ แล้วจินตนาการถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ชอบมากๆ เสียดายเขาห้ามไม่ให้ถ่ายรูปในบ้าน เลยได้แต่ยืนถ่ายหน้าบ้านตรงระเบียงกว้างที่ฉันชอบ

นอกจากบ้านของคุณ Karen Blixen แล้ว สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ฉันอยากมามากๆ ขนาดที่เก็บไว้ใน Bucket List เอาไว้เป็นเวลาถึงเกือบ 20 ปีเลย ก็คือโรงแรมที่ชื่อว่า Giraffe Manor ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ายีราฟ ดังนั้นความพิเศษของโรงแรมนี้ก็คือยีราฟที่อยู่ในโรงแรม แต่เริ่มเดิมทีเจ้าของบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นสามีคนอังกฤษภรรยาอเมริกันเริ่มไปช่วยชีวิตยีราฟและเอามาเลี้ยงในบริเวณบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านแบบแมนชั่นยุโรปที่สวยงามและมีบริเวณกว้างขวางมาก ต่อมาได้กลายเป็นโรงแรม จึงกลายเป็นว่ายีราฟได้กลายเป็นจุดขายสำคัญที่ใครๆ ก็อยากมาชม และเขาก็มีโปรแกรมการดูแลยีราฟอย่างดีโดยร่วมมือประสานกับ Giraffe Center ที่อยู่ติดกัน คือยีราฟทั้งหมด 12 ตัวจะสลับกัน “เอ็นเทอร์เทน” แขกทั้งที่โรงแรมและเซ็นเตอร์ เมื่อน้องโตอายุได้สองถึงสามขวบก็จะปล่อยให้กลับไปอยู่ในป่ายังธรรมชาติ

แขกที่โรงแรมนี้จะได้เข้า Giraffe Center ฟรีด้วย โดยโปรแกรมก็คือ หลังจากเช็คอินและกินอาหารกลางวันแล้ว เจ้าหน้าที่จะพาเราไปส่งให้เจ้าหน้าที่ที่ Giraffe Center ฟังเจ้าหน้าที่เล่าเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับยีราฟแล้วก็พาไปที่ระเบียงเพื่อให้อาหารน้องที่นั่น ฉันได้ความรู้ว่ายีราฟที่นี่เป็นพันธุ์ Roschild ยีราฟมีอายุประมาณ 20 ปีแต่ถ้าเลี้ยงอยู่ในศูนย์อนุรักษ์จะอายุยืนได้ถึงประมาณ 28 ปี และยีราฟตัวเมียจะตั้งท้องได้ตลอดชีวิตเลย แถมท้องตลอดเวลาอีกด้วย เพราะพอคลอดลูกเสร็จก็ผสมพันธุ์ตั้งท้องใหม่เลย ขณะตั้งท้องก็ยังให้นมลูกเล็กได้อีกด้วย ที่เพิ่งรู้อีกอย่างก็คือยีราฟนอนแค่วันละครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นยีราฟเด็กอายุไม่เกินสองขวบก็จะนอนวันละ 2 ชั่วโมงมากที่สุด แปลกจริงๆ

พอเราป้อนอาหารน้องที่ Giraffe Center เสร็จแล้วก็จะกลับมาป้อนต่อและดื่มน้ำชาที่โรงแรม โดยการที่ให้แขกป้อนอาหารยีราฟนั้น โรงแรมจัดหมุนเวียนให้แขกทุกคนได้ใกล้ชิดยีราฟอย่างจุใจร่วมสองชั่วโมงจนถึงค่ำๆ โดยแขกแต่ละคู่จะมีพนักงานดูแลอย่างใกล้ชิด คอยส่งอาหารเติมให้ พูดคุยให้ความรู้ตอบคำถามทุกอย่างที่เรามีเกี่ยวกับยีราฟ และที่สำคัญคอยถ่ายรูปให้อย่างไม่อั้น และจัดมุมให้โพสต์ท่าอย่างมั่นใจได้เลยว่าทุกคนจะได้รูปสวยๆ กลับบ้านไปอย่างเกินพอ และรอบบ่ายนี้ฉันโดนน้องยีราฟกัด! คือน้องยังเด็กอยู่อายุสามขวบ แล้วก็ตื่นเต้นจกกินจากมือฉันแบบรีบร้อนไปหน่อย ฉันคงทำมุมมือให้น้องไม่ดีด้วย น้องขบโดนแหวนเสียงดังสนั่นจนแหวนบุบนิดๆเลย เจ็บมากๆ และเลือดออก อดนึกไม่ได้ว่าถ้าไม่ใส่แหวนสงสัยมีสิทธิ์นิ้วขาด แต่เขาบอกว่าน้ำลายของยีราฟนี้มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ จึงไม่ต้องห่วงว่าแผลจะติดเชื้อ

แต่ที่เล่ามาทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่กิจกรรมพิเศษสุดของโรงแรมนี้ ช่วงเวลาพิเศษที่ทุกคนรอคอยก็คือการกินอาหารเช้ากับยีราฟ ในห้องอาหารเช้านั้นเขาจัดให้มีโต๊ะอยู่หนึ่งโต๊ะที่เราจะป้อนอาหารเช้าให้ยีราฟได้ น้องเขาจะเอาหัวมุดลอดหน้าต่างเข้ามากินอาหารบนโต๊ะ แต่อาหารของเขาจะเป็นอาหารเม็ดที่พนักงานวางใส่จานไว้ให้อย่างสวยงามดูเหมือนน้องโผล่หัวมากินอาหารจากจานของเรา ระหว่างน้องกินเราก็สามารถลูบหน้าลูบคอน้องได้ ฟินมาก พอเราป้อนอาหารและถ่ายรูปจนอิ่มอกอิ่มใจแล้วเราก็ย้ายไปนั่งโต๊ะอาหารเช้าปกติของเรา

และห้องบางห้องอย่างที่ฉันพักจะอยู่ชั้นสอง ซึ่งมีระเบียงด้านนอกที่เราออกไปป้อนอาหารยีราฟได้จากบนระเบียงส่วนตัวเลย วิธีการป้อนโดยปกติก็คือให้วางอาหารบนมือแล้วน้องก็จะเอาปากมาเลียจกไปกินเอง แต่ถ้าเราอยู่บนระเบียงที่สูงกว่า เราก็จะต้องเล็งโยนลงไปให้เข้าปากน้องพอดีและระวังอย่าให้เข้าจมูก

อาหารเช้าที่นี่จะเสร็จประมาณ 9 โมงเช้าซึ่งก็พอดีกับเวลาที่ Giraffe Center เปิด น้องๆ ก็จะเดินไปรับแขกที่ซื้อตั๋วเข้ามาเที่ยวทางนั้น เราพักคืนเดียวก็เช็คเอ้าท์ แต่ถ้าใครพักต่อพอตอน 5 โมงเย็นทางเซ็นเตอร์ปิดน้องก็จะเดินมาที่บริเวณสนามหญ้าของโรงแรมให้แขกป้อนอาหารอีกรอบหนึ่ง เรียกว่าใครมาที่นี่จะได้อยู่กับน้องยีราฟจนสะใจไปเลย

ในคืนที่พักค้างคืนนั้น ก่อนอาหารเย็นเราไปแช่บ่อน้ำร้อนอบซาวน่าให้สบายตัวกันเพราะอากาศเดือนมิถุนายนที่เคนย่านี่ตกเย็นแล้วค่อนข้างเย็นทีเดียว โรงแรมนี้รวมบริการทุกอย่างอยู่ในค่าห้องแล้ว อาหารสามมื้อ มื้อน้ำชา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลาย รวมทั้งค่าซักรีดเสื้อผ้าอีกด้วย แต่ว่าการจะจองห้องนี้ไม่ง่ายเลย เนื่องจากเขามีโรงแรมในเครืออีกหลายแห่ง จึงจะให้สิทธิ์ลูกค้าที่จองเป็นแพ็คเกจซาฟารีหลายๆ วันแล้วอยู่โรงแรมหลายๆ แห่งกับเขาก่อน ฉันโชคดีที่ว่า วันที่จะมาอยู่ไนโรบีนั้นเขามีห้องว่างหนึ่งห้องหนึ่งคืนให้จองได้พอดี แต่ก็ต้องรออยู่ใน waiting list จนกว่าจะ 30 วันก่อนหน้าวันเดินทาง ถ้าไม่มีลูกค้าแพคเกจมาจองเขาจึงยอมปล่อยห้องให้ เรียกว่าโชคดีมากๆ อยากจะมาตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว ในที่สุดก็ได้มาเสียที แถมแจ๊กพ็อตโดนยีราฟกัด โชคดีสองชั้นกันเลย

สถานที่ๆ ต้องไป

สถานที่อีกแห่งหนึ่งในเมือง Nairobi ที่ดีเกินคาด บอกได้เลยว่านี่คือหนึ่งในสถานที่ที่ควรมาเยี่ยมชมอย่างยิ่ง ก็คือ African Heritage House เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวและเป็นบ้านของคุณ Alan Donovan ชาวอเมริกันซึ่งมาปักหลักและสร้างบ้านหลังนี้อยู่ที่ชานเมืองไนโรบีเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว โดยก่อนจะมาปักหลักที่นี่ คุณอลันได้เดินทางไปในหลายประเทศของแอฟริกาและมีความหลงใหลในศิลปะต่างๆ ของแอฟริกามาก พอมาสร้างอยู่บ้านอยู่ที่นี่จึงออกแบบบ้านให้มีดีไซน์ผสมของ Morocco และ Mali โดยที่ทาสีส้มสดใส ตั้งอยู่บนเนินที่มองออกไปเห็นวนอุทยานแห่งชาติ Nairobi National Park เรียกว่าวิวดีมากๆ

แต่ส่วนที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ก็คือของตกแต่งและการออกแบบของบ้าน ถ้าใครมีใจชอบเรื่องสถาปัตยกรรมและมัณฑนศิลป์แบบฉันแล้วก็จะต้องหลงรักบ้านหลังนี้แน่นอน เพราะข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้านนี้ถูกคัดเลือกหยิบจับมาจากประเทศต่างๆ ในแอฟริกาที่คุณอลันเคยไป โดยของบางอย่างถูกดัดแปลงมาให้เข้ากับประโยชน์ใช้สอยของชีวิตสมัยใหม่ เช่นช่องเก็บของในบ้านของชาวเมืองลามูประเทศเคนยา คุณอลันก็มาดัดแปลงให้เป็นช่องวางสบู่หรือกระดาษทิชชูในห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็เอามาดัดแปลง เช่นชิงช้าของ Zanzibar ดัดแปลงให้เป็นโซฟานั่งหน้าเตาผิง พรมผ้าม่านผ้าคลุมเตียงก็เป็นศิลปะพื้นเมืองของประเทศต่างๆ ในแอฟริกา คือศิลปะนี่ถ้าเข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ฉันก็จะชื่นชมในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีใครที่เอาศิลปะพวกนี้มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้นี่ฉันจะปลาบปลื้มมาก เพราะถือว่าเป็นศิลปะที่จับต้องใช้สอยได้ และบ้านของคุณอลันก็เป็นเช่นนั้น  บ้านหลังนี้เคยลงนิตยสารตกแต่งบ้านดังๆ ในอดีตมากมาย และเคยรับต้อนรับผู้คนสำคัญหลายท่านที่มาเยือนแอฟริกา แม้แต่ภาพยนตร์เรื่อง Out of Africa ก็มาจัดงานฉลองรอบปฐมฤกษ์ที่นี่

คุณอลันปักหลักอยู่ที่บ้านหลังนี้จนเสียชีวิตเมื่อปี 2021 และได้ฝังร่างของเขาไว้ในบริเวณนี้ ปัจจุบันบ้านหลังนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม โดยจะมีไกด์พาชมห้องหับต่างๆ และของใช้ต่างๆ ที่คุณอลันสะสม ที่เด็ดไปกว่านั้นคือใครอยากพักที่นี่ก็สามารถพักได้โดยมีห้องนอน 5 ห้องที่เปิดให้เป็นห้องพักได้ สำหรับฉันได้ไปเยี่ยมชมตอนกลางวัน ซึ่งค่าชมนี้จะรวมกับอาหารมื้อกลางวันด้วย เชฟที่ปรุงอาหารคือเชฟชาวเคนย่าที่เคยเป็นเชฟส่วนตัวของคุณอลัน ทำอาหารให้เราทั้งหมดสี่คอร์ส มากมายกินไม่ไหวและอร่อยมากๆ บอกเลยว่าเป็นมื้ออาหารที่อร่อยที่สุดในเมืองไนโรบีเลย อยากจะแนะนำให้ใครที่แวะผ่านมาได้เยี่ยมชมสถานที่นี้จริงๆ บอกเลยคุ้มมากๆ และอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่ได้มา

เมืองพักผ่อนชายทะเลของเคนย่า

ฉันมีความสงสัยอยากจะไปเห็นชายหาดและทะเลของประเทศเคนยามานานแล้ว เพราะได้ข่าวว่ายังเป็นธรรมชาติอยู่มาก อันที่จริงอยากจะไปเมือง Lamu ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกมากๆ คาดว่าน่าจะคล้ายกับ Stone Town ของ Zanzibar ที่ฉันชอบ  แต่เพื่อนที่อยู่ที่นี่ชวนว่ามาหาด Diani ดีกว่า สวยกว่า และหาดก็ใหญ่กว่า ก็เลยตกลงมากัน

Diani นี้อันที่จริงอยู่ห่างจากเมืองใหญ่ Mombasa เพียงแค่ 30 กิโลเมตร แต่เราบินสายการบินโลคอลมาลงที่เมือง Ukunda ซึ่งเป็นเมืองหรือจะว่าหมู่บ้านก็ได้ของชายหาดเลย สนามบินเล็กกระจิ๋วหลิวและโบราณมาก การยกกระเป๋าหรือขนส่งอะไรใช้แรงงานคนล้วนๆ ไม่มีร้านอาหารไม่มีอะไรมาก มีความแอฟริกาน่ารักไปอีกแบบ

จากสนามบินเรานั่งรถปุเลงๆ ไปตามถนนที่ขนานกับชายหาดเกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึงโรงแรมที่จองไว้ ทุกอย่างเรียบง่าย คนก็ไม่เยอะ ดูสบายๆ มาก ชายหาดที่นี่สะอาดมาก ไม่มีขยะเลย และเขาห้ามตั้งพวกโต๊ะผ้าใบกางร่ม ช่วงน้ำลงจะเดินเลียบชายหาดไปตามร้านอาหารคาเฟ่ต่างๆ ได้อย่างสบาย มีร้านอาหารน่ารักเยอะเลย แลดูผิดกับโรงแรมซึ่งดูเรียบง่าย แต่พอน้ำขึ้นเราต้องเดินกลับทางถนนลูกรังแทน สองข้างทางก็จะมีบ้านชาวบ้าน ร้านตัดผม ร้านนวด ซึ่งถ้าไม่สังเกตดีๆ จะไม่เห็นเลยเพราะมักจะเป็นเพิงไม้เล็กๆ ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ แล้วถนนนี้เขาจะมีบันไดลิงพาดระหว่างสองฝั่งถนนเพื่อให้ลิงข้ามถนนจริงๆ มันจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงถูกรถชน

บนชายหาดมีชาวพื้นเมืองเดินขายของขายน้ำมะพร้าวบ้าง มีคนแต่งตัวแบบชาวบ้านมาไซเดินขายสร้อยถักลูกปัด มีคุณป้าปักไม้เป็นแผงขายผ้าพื้นเมือง แล้วก็มีเด็กๆ มาเล่นกายกรรมต่อตัวให้เราดูด้วย เหมือนเป็น street performance

วันหนึ่งเราเช่าเรือออกไปดำน้ำดูปะการังกัน ทะเลสะอาดมาก แต่ปะการังกับปลาก็ไม่ได้เยอะมากอะไร ที่แปลกก็คือทะเลที่นี่จะมีเนินทรายผุดขึ้นเป็นเกาะหย่อมๆ อยู่นอกชายฝั่ง ซึ่งเป็นจุดที่เรือต่างๆ ก็จะพาคนไปจอดดำน้ำ

สรุปว่าทะเล Diani สวยอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชายหาดที่สวยที่สุดของแอฟริกาแผ่นดินใหญ่ไหม ฉันก็ว่ามันไม่ถึงขนาดนั้น ซันซิบาร์และเซเชลส์สวยกว่าเยอะเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสะอาดจริงๆ และมีความคล้ายกับหัวหินเมื่อ 30 ถึง 40 ปีที่แล้วอย่างมากๆ ถ้าใครชอบธรรมชาติดิบๆ และนักท่องเที่ยวไม่เยอะ หรือถ้าชอบ Kitesurfing นี่ขอแนะนำเลย

Nairobi

สุดท้ายคงต้องเล่าถึงเมืองไนโรบีสักนิด เราได้ใช้เวลาสบายๆ ชมเมือง ไปช้อปปิ้ง กินอาหาร เข้าพิพิธภัณฑ์ แต่ความแปลกที่ได้ค้นพบก็คือว่า เมืองไนโรบีนี่มีวนอุทยานอยู่ในเมืองเลย นั่นคือ Nairobi National Park ซึ่งเราสามารถซื้อตั๋วแล้วขับรถเราเข้าไปซาฟารีได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมีไกด์ ถึงจะมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็มีสัตว์ให้เห็นอยู่ตามธรรมชาติหลายชนิด ทั้งสิงโต จระเข้ ฮิปโป นกกระจอกเทศ เก้งกวาง และอื่นๆ และวันที่ฉันไปนั้นมีกลุ่มสิงโตนอนอยู่ตรงที่ๆ เราผ่านไป แต่เราจอดรออยู่นานน้องไม่ออกมาให้เห็นเลย ที่แปลกก็คือ ในขณะที่เราขับรถชมสิงสาราสัตว์อยู่ในวนอุทยานนั้น เราก็มองเห็นตึกสูงระฟ้าเป็นฉากอยู่เบื้องหลังสัตว์ป่าตามธรรมชาติเลย แปลกจริงๆ

หลังๆ นี่ฉันไปเที่ยวไหนไม่ค่อยได้ช้อปปิ้งแล้วเพราะเลิกสะสม แต่เคนย่านี่ต้องยอมรับเลยว่าของน่าช้อปมาก ฉันแวะไปตลาดมาไซซึ่งจะเปลี่ยนสถานที่ไปแต่ละวัน กับไปร้านขายของงานคราฟต์มา 2 ร้าน พวกของแกะจากไม้ หิน เขาสัตว์นี่คือคุณภาพดีเลย ไม่มีการใช้พลาสติกใดๆ ราคาก็ใช้ได้ ต้องต่อรองเยอะอยู่ แต่ฉันว่าราคาคุ้มคุณภาพ ยกเว้นพวกเสื้อผ้านั้นคือแพงมากไม่ควรซื้อ ควรซื้อพวกผ้าทอพื้นเมืองดีกว่า แบบผ้าโสร่ง ฉันเอามาปูโต๊ะ และต้องเลือกแบบผ้าฝ้ายทอพื้นเมือง อย่าเอาแบบทอเครื่องจากจีน พวกช้อน จาน ถาด สารพัดเครื่องครัวของแต่งบ้านที่ทำจากไม้ก็น่าซื้อไปหมด และที่ลืมไม่ได้คือกาแฟเคนย่า

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเคนย่า

ไปเคนย่าคราวนี้ฉันได้เรียนรู้สิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เกี่ยวกับประเทศนี้ และคิดว่าหลายคนก็อาจจะยังไม่รู้เช่นกัน จึงอยากนำมาเล่าให้ฟัง เช่น

  • ไนโรบีเมืองหลวงของเคนยานี้ตั้งอยู่ที่ความสูงถึง 1800 เมตรเหนือน้ำทะเล ซึ่งสูงกว่าเมือง Zermatt ในสวิตเซอร์แลนด์อีก (1600 เมตรเหนือน้ำทะเล) นี่คือสาเหตุที่ในหน้าหนาวหรือเดือนมิถุนายนที่ไนโรบีอุณหภูมิสามารถลงไปได้ถึง 10 องศาทีเดียว
  • เคนยาเป็นประเทศที่ก้าวหน้าไปมากเรื่องเงินดิจิตอล โดยใกล้จะเป็นประเทศ cashless แล้ว สถานที่หลายแห่งเช่นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ จะไม่รับเงินสดเลย แต่ยังมีความลำบากอยู่ตรงที่ว่าการชำระเงินดิจิตอลนั้นยังต้องทำผ่านแอพพลิเคชั่นเฉพาะของรัฐบาลเคนย่าเท่านั้นซึ่งก็ยังใช้งานไม่ง่ายเท่าไร ทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่จ่ายเงินไม่ได้หลายครั้ง
  • ฟอสซิลหัวกะโหลกเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ที่ขุดพบนั้นเจอที่เคนยา มีหลายกะโหลกทีเดียว ซึ่งมีอายุถึง 1.7 และ 1.8 และ 1.9 ล้านปี โดยจัดแสดงอยู่ที่ Nairobi National Museum พิพิธภัณฑ์นี้มีการจัดการแสดงดีกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากทีเดียว ทั้งเรื่องราวส่วนที่เกี่ยวกับสัตว์ วิวัฒนาการมนุษย์ และประวัติศาสตร์ของประเทศเคนย่าเอง
  • กรุงไนโรบีน่าจะเป็นเมืองหลวงแห่งเดียวที่มีวนอุทยานแห่งชาติอยู่ในเมืองเลยคือ Nairobi National Park ทำให้เวลาที่เราไปขับรถซาฟารีชมสิงโตชมฮิปโป เราก็เห็นตึกสูงระฟ้าจากในเมืองเป็นฉากหลังอยู่ แปลกจริงๆ
  • เคนยามีชายฝั่งยาวถึง 500 กว่ากิโลเมตรทีเดียว ทำให้เป็นประเทศที่มีจุดท่องเที่ยวพักผ่อนชายทะเลสำคัญ และขึ้นชื่อว่ามีชายหาดที่ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา และกีฬาฮิตของชายหาดเหล่านี้ก็คือ kite surfing แต่คนส่วนมากจะนึกว่าเคนย่ามีแต่ซาฟารีไม่มีทะเล
  • มีกฎหมายว่าผู้ชายเคนย่าสามารถแต่งงานมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน
  • Thorntree Cafe เป็นร้านอาหารอยู่ในโรงแรม Sarova Stanley ซึ่งสมัยก่อนเป็นจุดที่นักเดินทางที่ผ่านไปมาจะเขียนจดหมายปักเอาไว้ที่ต้นไม้นี้เพื่อคอยส่งข่าวสารซึ่งกันและกัน ปัจจุบันนี้ต้นไม้ตายไปแล้วแต่โรงแรมก็ยังทำป้ายให้คนมาเขียนจดหมายแปะกันไว้ได้อยู่ ว่ากันว่าคาเฟ่แห่งนี้คือสถานที่ที่ Ernest Hemingway คิดประดิษฐ์คำว่าซาฟารีขึ้นมา และต้นไม้สื่อสารนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้คุณ Tony Wheeler ผู้ก่อตั้ง Lonely Planet ไปจัดตั้งฟอรั่มท่องเที่ยวออนไลน์ที่ชื่อ Thorn Tree Travel

จากที่ไม่ได้ตั้งใจจะเจาะเที่ยวอะไรมากกับหนึ่งสัปดาห์ในเคนย่า กลายเป็นได้ชมอะไรสนุกๆ ดีๆ หลายอย่าง และได้เรียนรู้เรื่องที่ไม่คาดคิดหลายเรื่องเลย ทำให้ฉันคิดว่า หากมีโอกาสจะกลับไปซาฟารีที่เคนย่า และเที่ยวชม Lamu เมืองมรดกโลกริมทะเลที่ยังค้างอยู่ในใจให้ได้สักวัน

NO COMMENTS