Tunisia มีดีอย่างไร
ถ้าให้พูดง่ายๆ ประโยคเดียว ฉันก็จะบอกว่า ตูนิเซียมีทุกอย่างเหมือนกับที่ Morocco มี แต่ดีกว่า!

ฉันเชื่อว่าประเทศโมร็อคโคน่าจะเป็นจุดหมายในใจของหลายคน เพราะมันเป็นชื่อที่คุ้นหู มันแลดู Exotic มีความเป็นเมืองแขกกิ๊บเก๋ บ้านเรือนสีสวย มีของน่าช้อปปิ้งตื่นตาตื่นใจเต็มไปหมด มีทะเลทรายซาฮาร่า มีทะเลสีฟ้าสดใส แต่…. ก็ความที่เป็นจุดหมายท่องเที่ยวนี่แหละ ที่ทำให้โมร็อคโคมีความวุ่นวายน่าปวดหัว นักท่องเที่ยวเยอะเต็มไปหมด พ่อค้าแม่ค้าก็คอยแต่จะจ้องหากินกับนักท่องเที่ยว ช้อปปิ้งเลยไม่สนุกเพราะต้องคอยระวังไม่โดนแขกหลอกหรือลากเข้าไปทุบกระเป๋าในร้านค้า แถมราคายังแพงเพราะทุกอย่างคิดเทียบกับเงินยูโร ฉันอยากจะบอกทุกคนว่า ตูนิเซียมีทุกอย่างเหมือนกับโมร็อคโคเลย แต่ด้วยความที่อยู่ใต้เรดาร์ นักท่องเที่ยวเลยไม่เยอะ ทำให้ตูนิเซียเที่ยวง่ายสบายใจ ไม่เครียดไม่กดดัน ราคาถูก และกลายเป็นจุดหมายที่เหนือกว่าโมร็อคโคแบบที่หลายคนนึกไม่ถึง

ไปเที่ยวชมอะไร | What to see
ตูนิเซียมีมรดกโลกถึง 9 แห่ง ถ้าจะเทียบกับโมร็อคโคอีกก็ต้องบอกว่า 9 แห่งเท่ากันเลย ส่วนมากเป็นสถานที่โบราณในประวัติศาสตร์ ที่ทรงคุณค่าและอยู่ในสภาพค่อนข้างดี ดังนั้นการไปเที่ยวตูนิเซียนี่อย่างแรกเลยคือเป็นทริปวัฒนธรรม ถ้าใครชอบประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมนี่สนุกจุกๆ แน่นอน

ใครชอบเที่ยวแบบธรรมชาติตูนิเซียก็มีให้ เพราะมีชายฝั่งติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึง 300 กิโลเมตร หลายเมืองนี่คือวิวประเทศกรีซดีๆ นั่นเอง ทะเลสีฟ้าสวย หมู่บ้านสีขาว ประตูฟ้า สวยโรแมนติกมาก ยังไม่พอ ธรรมชาติที่หาที่ได้ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือทะเลทราย ตูนิเซียมีทะเลทรายซาฮาร่า แต่อันนี้ฉันต้องบอกว่าเป็นอย่างเดียวที่แพ้โมร็อกโคเพราะทรายของตูนิเซียสีไม่เป็นสีส้มสดใสสวยงามถ่ายรูปขึ้นเหมือนโมร็อกโค

ส่วนใครชอบช้อปปิ้ง Souk ในหลายเมืองก็มีของขายตื่นตาตื่นใจมากมาย ที่ฉันชอบก็คือของทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึก ของทำมือ ของใช้ใดๆ ยังแลดูเป็นของที่ทำจากในประเทศจริงๆ ไม่ใช่ไปปั๊มมาจากโรงงานเมืองจีน แถมราคาก็ถูก สายช้อปปิ้งรับรองว่าถูกใจแน่นอน
มีกี่ประเทศในโลกหรอกนะ ที่จะมีความหลากหลายครบอยู่ในพื้นที่เล็กๆ เช่นนี้ ฉันว่านี่แหละค่ะคือเหตุผลที่น่าไปเที่ยวตูนิเซีย



Itinerary ของฉัน
ฉันใช้เวลา 10 วัน 9 คืนขับรถเป็นลูปวนไปเที่ยวเมืองสำคัญๆ ครบทั้งประเทศเลย แต่ต้องบอกว่าเวลาฉันเที่ยวนี้เราจะทำเวลากันได้ดีมาก เพราะมีแค่สองคน จะคล่องตัว และเราไม่ค่อยกินข้าวกลางวันกัน เราจะกินข้าวเช้าเต็มที่ ออกสายหน่อยแล้วเที่ยวยาวกัน 8-9 ชั่วโมงไม่หยุดเลยจนกระทั่งเย็น เราจะใช้เวลาตามโบราณสถานต่างๆ ค่อนข้างเยอะ และไม่ค่อยเสียเวลาช้อปปิ้งเลย ดังนั้นโปรแกรมแบบเหนือฟ้านี้หลายคนอาจจะต้องขยายจำนวนวันเพิ่มให้เหมาะกับจังหวะเวลาของตัวเอง






วันที่ 1-3 พักที่ Tunis
📍วันแรกเดินเล่นใน Medina เมืองเก่ามรดกโลกสบายๆ พักในโรงแรมในเมืองเก่า ร้านอาหารก็ดีที่สุดในเมืองเก่า ไม่เหนื่อยเลย












📍วันที่ 2 ตะลุยเที่ยวซากปรักหักพังของเมือง Carthage ตกเย็นไปเดินเล่นที่เมือง Sidi Bou Said บรรยากาศ Santorini พอค่ำก็กินข้าวเย็นที่ La Marsa








📍วันที่ 3 ซื้อ private ทัวร์ไปเที่ยวชมซากเมืองที่ Dougga, Bulla Regia และ Testour เย็นกลับมากินอาหารเย็นที่ร้านอาหารพื้นเมืองในเมืองเก่าอีก






📍วันที่ 4 ไปรับรถเช่าที่สนามบินแล้วขับไปเมือง Monastir ชม Mausoleum ของ Habib Bourguiba แล้วขับย้อนมาเที่ยวเมือง Sousse เลือกพักโรงแรมในเมืองเก่าเราก็เลยเดินเที่ยวเล่นใน Medina ได้ทั่ว เย็นขับรถออกไปกินข้าวที่ชายหาด Hammam Sousse Beach ได้ชมวิถีคนท้องถิ่นใช้ชีวิตบนหาดยามเย็น





📍วันที่ 5 ขับรถไปชมโรงละครโบราณที่ El Jem แล้วขับรถยิงยาวต่อไปที่เกาะ Djerba ถึงบ่ายแก่ๆ เราก็เดินเล่นชมศิลปะบนกำแพงใน Djerbahood แล้วขับรถไปกินข้าวเย็นที่เมือง Houmt Souk












📍วันที่ 6 ขับรถยาวหน่อยและแวะเที่ยว Ksar หลายแห่งมาก ฉันมีลิสต์อยู่เยอะเลยซึ่งก็ต้องปรับให้เหมาะกับเวลา เพราะไม่สามารถอัดได้ครบจริงๆ แต่ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ Ksar Ouled Soltane นอกจากนั้นที่ฉันได้ไปแวะอีกคือ Ksar Ouled Debbab, Ksar El Ferech, Ksar Hadada, Ksar Hallouf ส่วนเมือง Chenini ที่เป็นเมืองใหญ่ในแถบนี้ของทะเลทรายเรามีเวลาไม่พอใจจึงต้องตัดไป หลังจากนั้นก็ขับผ่านเมือง Douz ไปนอนที่ Dunes Insolites Camp ในทะเลทราย เราไปถึงประมาณ 5 โมงเย็นก็มีเวลาพักผ่อนชมวิวในทะเลทรายประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ แล้วโรงแรมก็จัดการแสดงต่างๆ ทั้งดนตรี โชว์ขี่ม้า สาธิตการทำขนมปังแบบโบราณ ก่อนที่จะเสิร์ฟมื้อเย็น








📍วันที่ 7 หลังจากกินข้าวเช้าที่แคมป์ในทะเลทรายแล้วเราก็ออกขับรถตัดผ่าน Chott el Djerid ทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดของทะเลทรายซาฮาร่าเข้าสู่เมือง Tozeur เดินชมเมืองเก่า Medina ที่สถาปัตยกรรมไม่เหมือนใคร และซื้อทัวร์รถม้าให้คุณลุงพาเที่ยว Palmerie ที่มีต้นปาล์มอินทผลัมถึง 350,000 ต้น ตกเย็นก็เช็คอินโรงแรม พักผ่อนหายเหนื่อยแล้วกลางคืนก็ขับรถกลับเข้าเมืองมากินข้าวที่ร้านอาหารพื้นเมืองและเดินดูร้านรวงขายของนิดหน่อย







📍วันที่ 8 ขับรถเข้าไปในทะเลทรายซาฮาร่าเพื่อชมจุดถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Star Wars คือ Mos Epsa และ Ong Jemel จากนั้นขับรถขึ้นไปชมโตรกผา Tamaghza Canyon และ Mides ที่อยู่ติดชายแดนประเทศอัลจีเรีย ก่อนมาจบสถานที่สุดท้ายคือ Chebika Oasis ที่สวยมากๆ และเคยเป็นจุดถ่ายภาพภาพยนตร์เรื่อง The English Patient










📍วันที่ 9 ขับรถยาวมาก ยิงยาวเกือบ 6 ชั่วโมงมาถึงเมือง Kairouan เพื่อชมมัสยิดที่สำคัญที่สุดในแอฟริกา อันที่จริงระหว่างทางเราวางแผนที่จะแวะเที่ยวเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งคือ Subaytilah แต่เผลอขับเลยไปไกลจึงไม่อยากเสียเวลาย้อนไปอีก คงต้องกลับมาเก็บตก แวะเที่ยวชม Kairouan หอมปากหอมคอเพียงแค่ 2 ชั่วโมงแล้วก็ขับรถต่อไป Hammamet เมืองชายทะเลที่สวยที่สุดของตูนิเซีย นอนปิ้งบนชายหาดยามพระอาทิตย์ตกคลายเหนื่อยจากที่นั่งเกร็งในรถมาทั้งวัน






📍วันที่ 10 ไปเดินเที่ยวเล่นใน Medina ของ Hammamet ชมพิพิธภัณฑ์ ชายหาด ป้อมปราการจนฉ่ำใจแล้วจึงขับรถเพียงแค่ 20 นาทีไปเมือง Nabeul เพื่อชมเมืองเก่าและซื้อพริก Harissa ของเขาเสียหน่อย เมืองเล็กเที่ยวแป๊บเดียวก็ทั่ว หลังจากนั้นก็ขับรถกลับมาโรงแรม นอนนวดนอนอาบแดดกินข้าวเย็นให้เรียบร้อยแล้วขับรถไปคืนที่สนามบินตอนเที่ยงคืนเพื่อขึ้นเครื่องตอนตี 2 จาก Hammamet ขับไปตูนิส ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เวลาทุกอย่างจึงลงตัวพอดีเป๊ะเที่ยวได้ครบจบใน 10 วัน





โรงแรมที่พัก | Where to stay
🏩 ในเมืองหลวงตูนิสต้องพักที่ Dar El Jeld เลย นี่คือโรงแรมที่ดีที่สุดของทริปนี้ ห้องทุกห้องเป็นห้องสวีทหมด ใหญ่มากๆ มีห้องนอนอยู่ปีกหนึ่งและมีห้องนั่งเล่นอยู่อีกปีกหนึ่ง มีห้องน้ำใหญ่มาก มีห้องน้ำรับแขกอีกหนึ่ง อาหารเช้ากินบนดาดฟ้า มีทั้งบุฟเฟ่ต์และสั่งเพิ่ม A la carte ได้ รวมทุกอย่างไม่อั้นแม้กระทั่งแชมเปญท้องถิ่น นั่งดื่มที่ระเบียงดาดฟ้านี้ยามพระอาทิตย์ตกก็บรรยากาศดีมากๆ เราพักอยู่สามคืนเห็นคนท้องถิ่นเก๋ๆ หมุนเวียนกันมาดื่มชมวิวเช็คอินกันไม่หยุดทุกวันเลย




🏩 ที่ Sousse เราพักที่ริยาดชื่อ Dar Lekbira ถ่ายรูปสวยทุกมุมจริงๆ อยู่ใน Medina เลย ห้องจะเบสิคหน่อยไม่มีอะไรหรูหรา แต่ถ้านอน 1-2 คืนก็โอเค ส่วนอาหารเช้านั้นบรรยากาศดีทีเดียว เขาให้เลือกจะนั่งในคอร์ทยาร์ดหรือห้องอาหารก็ได้ บรรยากาศสวยมาก อาหารโรงแรมแขกแบบนี้จะไม่เป็นบุฟเฟ่ต์ แต่เขาจะยกทุกอย่างมาเสิร์ฟมากมายที่โต๊ะเลย อยากได้อะไรก็ขอเพิ่ม ถูกและสะดวกมาก



🏩 ที่เกาะ Djerba นั้นเราพักโรงแรมที่ฉันว่าสวยมากๆ คือ Dar Dhiafa ห้องแต่ละห้องไม่ซ้ำกันเลย ใช้เฟอร์นิเจอร์เก่าและดัดแปลงเอาบ้านดินเก่าหลายหลังมาต่อกันเป็นโรงแรม ทางเดินไประหว่างแต่ละห้องก็เป็นคอร์ทยาร์ดต่อกันไปเรื่อยๆ และมีสระว่ายน้ำถึงสองสระ น่ารักมากๆ สายชอบโรงแรมสวยต้องเช็คอินที่นี่






🏩 ในทะเลทรายซาฮาร่าเราไปพักในเต็นท์หนึ่งคืนที่ Dunes Insolites Camp มีห้องให้เลือกแบบห้องน้ำรวมหรือห้องน้ำในตัว ทุกอย่างจะเบสิคหน่อยเพราะเป็นเต็นท์ที่สร้างขึ้นมาในทะเลทราย ค่าห้องจะรวมอาหารเย็นและอาหารเช้าพร้อมโชว์ต่างๆ ไว้แล้ว อันที่จริงแคมป์ที่หรูกว่านี้ก็มีแต่จะต้องขับรถเข้าไปในทะเลทรายลึกถึง 2 ชั่วโมงกว่า ฉันคิดว่า กล้อมแกล้มที่นี่ในเวลาจำกัดก็โอเค

🏩 ที่เมือง Tozeur เราพักโรงแรมเครือไทยที่ไปใหญ่ทั่วโลกคือ Anantara Sahara Tozeur Resort เรียกว่าหรูหราที่สุดแล้วในย่านนี้ แต่บอกตรงๆ ฉันผิดหวัง มันเป็นสูตรสำเร็จแบบคาดเดาได้ไม่มีอะไรตื่นเต้น แม้ห้องนอนจะกว้างขวางและอยู่สบายมาก มีทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น มีระเบียงพร้อมโต๊ะกินข้าวส่วนตัว แต่ Facility อื่นๆ นั้นไม่โอเคเลย สระว่ายน้ำนั่งนอนไม่ค่อยสบาย สระเป็นแบบฟรีฟอร์มดูเชยๆ อย่างไรก็ไม่รู้ ห้องอาหารก็มีจำกัดเพียงแค่สามแห่ง คือห้องบุฟเฟ่ต์ซึ่งฉันไม่ชอบ มีห้องอาหารพื้นเมืองจัดในเต็นท์ซึ่งถ้าลมแรงก็เปิดไม่ได้ ส่วนห้องอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์นั้นเป็นอาหารเอเชียซึ่งผสมปนเปกันทั้งอาหารไทยเวียดนามแขกจีน แต่ไม่มีอะไรแท้สักอย่างเลย แล้วก็นั่งไม่สบายด้วย แต่ถ้ามาแถวนี้ฉันว่าก็คงหาโรงแรมดีกว่านี้ไม่ได้แล้วหละ


🏩 สุดท้ายที่ Hammamet เราพักที่ La Badira ในเครือ Design Hotels ที่รับเฉพาะลูกค้าผู้ใหญ่ ไม่รับเด็ก ซึ่งทุกอย่างก็กิ๊บเก๋โมเดิร์น มีอาหารเช้าที่ดีมากๆ มีเก้าอี้นอนริมสระว่ายน้ำติดชายหาดที่นั่งชมพระอาทิตย์ได้สบาย เครื่องดื่มที่นี่ใช้ได้ที่สุดเมื่อเทียบกับทุกโรงแรมที่พักมา ส่วนข้าวเช้านั้นดีมากๆ

โรงแรมทุกแห่งราคาดีมากๆ อย่างห้องสวีทใหญ่โตที่ Dar El Jeld นั้นคือละ 7,000 บาทเท่านั้นเอง (แต่ก็จะต้องมีการใช้กลยุทธ์และเทคนิคในการล่าราคาห้องที่ดีแบบเหนือฟ้ากันหน่อย)
ร้านอาหาร | What & Where to eat
อาหารแขกแบบตะวันออกกลางฉันว่าไม่ค่อยอร่อยนัก และมักจะเน้นเนื้อแดงเป็นหลัก แต่ที่ตูนิเซียดีกว่าประเทศแขกอื่นๆ ก็คือมีอาหารทะเลเยอะเนื่องจากติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ดังนั้นการไปเที่ยวประเทศนี้จึงไม่ได้รู้สึกอดอยากหรือทรมานมาก ไป Morocco ยังหาของอร่อยกินยากกว่าเลย นี่ไปกินร้านอาหารริมทะเล สั่งกุ้งหอยปูปลาสดๆ มา ไม่ต้องปรุงมากอย่างไรก็อร่อย และใช้เบรคบรรดาอาหารที่อุดมไปด้วยเครื่องเทศต่างๆ ได้ดีทีเดียว
ของกินพื้นเมืองที่ฉันชอบและต้องลองก็มีเช่น
🥣 Brik เกี๊ยวตัวอ้วนทอดใส่ไส้ แต่ตัวแป้งนั้นเป็น Filo dough บางมากๆ ทบซ้อนกันหลายชั้น ส่วนไส้นั้นก็จะมีไข่และเลือกเนื้อสัตว์ต่างๆ กันไปได้ ที่ฉันชอบนั้นคือไส้ทูน่าแล้วมีไข่แดงที่พอกัดแล้วไหลเยิ้มออกมาเป็นยางมะตูมเลย


🥣 Ojja เป็นสตูว์มะเขือเทศตุ๋นใส่ไข่ แล้วเราเลือกใส่เนื้อสัตว์ต่างๆ เพิ่มเข้าไปได้ จานนี้คล้าย Shakshouka มากๆ ก็ไม่แปลก เพราะ Shakshouka ที่คนหลายคนนึกว่าเป็นอาหารอิสราเอลนั้นแท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดในตูนิเซียนี่เอง

🥣 Kabkabou เป็นปลาที่อบมาในสตูว์มะเขือเทศ ใส่มะกอกและลูกเคเปอร์ อันนี้ก็ดีเลย กินได้ง่าย มีความเป็นแขกไม่มาก และได้กินปลาสดๆ จากทะเลของเขาด้วย

🥣 Makloub เป็นเหมือนแซนด์วิชแต่ใช้แป้ง Pita แทนขนมปัง เลือกหน้าต่างๆ ได้ กินร้อนๆ เหมือนเคบับ เราจะเลือกใส่เนื้อสัตว์หรือผักอะไรก็ได้ แต่ตัวซอสจะต้องมีมายองเนสและพริก Harissa ถ้าใครกินอาหารแขกไม่ได้สั่งตัวนี้มาเบรคก็ดีเลย

🥣 Bambalouni คือโดนัทตูนิเซียนั่นเอง ฉันว่าอันนี้อร่อยมากๆ เพราะแป้งมีความเหนียวๆ หนึบๆ กินตอนทอดเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ อร่อยมาก ถ้าซื้อตามริมถนนเขาจะมีให้เลือกว่าใส่หรือไม่ใส่น้ำตาล แต่ตอนที่ฉันไปกินในบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าโรงแรม พนักงานบอกให้ลองกินกับน้ำผึ้งดู ยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่เลยเชียว

🥣 อินทผลัมของประเทศนี้ก็อร่อยโดยเฉพาะจากเมือง Tozeur
🥣 ที่ดีมากอีกอย่างคือพริกแดงบดหรือ Harissa ที่ศูนย์กลางการผลิตที่ว่าดีที่สุดของเขาก็คือจากเมือง Nabeul และอย่าลืม Garos น้ำปลากรีกจากเมืองนี้

🍷ส่วนเครื่องดื่มนั้น ตูนิเซียเป็นประเทศมุสลิมจึงไม่นิยมดื่มแอลกอฮอล์ คือก็ไม่ถึงกับเป็นข้อห้าม หรือหาดื่มไม่ได้เลยอย่างปากีสถาน แต่ร้านอาหารส่วนมากจะไม่เสิร์ฟแอลกอฮอล์เลย แม้ประเทศเขาจะทำไวน์ได้เองเช่นกัน ดังนั้นสายดื่มไปเที่ยวประเทศนี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจเท่าไร
ร้านอาหารที่ “เที่ยวเหนือฟ้า” แนะนำ
🍴Dar El Jeld ชื่อเดียวกับโรงแรม และ Fondouk El Attarine น่าจะเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองตูนิส เป็นอาหารพื้นเมือง







🍴Le Golfe ที่ La Marsa เป็นอาหารทะเลริมชายหาดบรรยากาศดีมาก
🍴Le Barberousse ที่ Hammamet นี่ห้ามพลาดเลย อยู่บนป้อมปราการของเมืองเก่า มีอาหารพื้นเมืองให้เลือกหลายอย่าง บรรยากาศดีและรสชาติดีมาก
ช้อปปิ้ง | What to buy
สินค้าเมืองแขกก็จะไม่พ้นพวกพรมปูพื้น เครื่องเงิน เครื่องกระเบื้อง ล้วนแต่สีสันสดใสน่าใช้มากๆ ที่สำคัญ ของตูนิเซียราคาถูกมาก พรมมีขายทั่วไปทุกเมือง ราคาต่อได้ถึง 50-70% ทีเดียว แต่ละเมืองราคาไม่ต่างกันมาก แนะนำว่าถ้าเจอลายหรือสีที่ถูกใจให้ต่อซื้อเลยไม่ต้องรอ แต่เมืองที่เป็นศูนย์กลางการทอพรมคือเมือง Kairouan ส่วนเครื่องกระเบื้องนั้นต้องซื้อที่ Nabeul





ที่ฉันว่าน่าซื้อเพราะคุณภาพดีและราคาถูกก็คือพวกของใช้ต่างๆ ที่ทำจากไม้มะกอก ฉันซื้อทัพพีตะหลิวไม้กลับมาหลายอันเลย
ของกินที่น่าซื้อกลับบ้านก็เช่น Harissa อินทผลัม น้ำมันมะกอก
ของที่ระลึกที่ไม่เหมือนใครก็ต้องเป็น Desert Rose มันคือผลึกของเกลือและดินโคลนที่อยู่ในทะเลทราย เวลาเราไปเที่ยวที่ต่างๆ ในทะเลทรายจะมีขายอยู่ที่เพิงของที่ระลึกเต็มไปหมดเลย ฉันไม่ได้ซื้อมาหรอก แต่บังเอิญไปซื้อของอย่างอื่นเขา ต่อราคากันไปมาแล้วเลยขอเขาแถมมาดื้อๆ อันหนึ่ง เขาก็ให้ เลยได้ของที่ระลึกมารกบ้านหนึ่งชิ้นจากตูนิเซีย

ค่าใช้จ่าย | How much
ทั้งทริปของเรา ไปมา 10 วันสองคน นอนโรงแรมที่นับว่าดีมากแทบทุกคืน กินหรูเบียร์ไวน์แชมเปญแทบทุกมื้อ (หายากแต่ฉันก็หาได้) ออกมาค่าใช้จ่ายรวมสำหรับสองคน (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน) แสนบาทนิดๆ ค่าเช่ารถเจ็ดวันราคา 6,400 บาทเท่านั้นเอง นี่เช่านอร์เวย์ได้วันเดียวเอง
บัตรเครดิตใช้ได้แทบทุกที่ เงินสดแลกติดตัวไว้นิดหน่อยสำหรับซื้อน้ำซื้ออาหารระหว่างวันเท่านั้นพอ

การเดินทาง | How to get there
การบินเข้าตูนิเซียมีสายการบินไปไม่มาก อย่างฉันไปจากสวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่มีไฟลท์ตรง ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่เยอรมนี หรือไม่ก็จากฝรั่งเศส ถ้ามาจากเมืองไทยก็คงเช่นกัน ต้องไปต่อเครื่องที่เมืองหลักของยุโรปก่อน
เดินทางในประเทศสามารถเช่ารถขับได้ การขับไม่ยากแต่แนะนำให้เลือกรถขนาดกลางขึ้นไป ถ้าจะขับรถเข้าทะเลทรายต้องดูพยากรณ์อากาศดีๆ และเช็คล่วงหน้าว่ารถธรรมดาเข้าได้หรือเปล่า หรือต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ถ้าใครไม่แน่ใจแนะนำให้จ้างคนขับหรือไกด์จะดีกว่า แต่ฉันขับรถอยู่เจ็ดวันนับเป็นพันกิโล ถ้าไม่นับที่ไปบังเอิญเจอพายุทรายในซาฮาร่าแล้วทุกอย่างราบรื่นมาก ปั๊มน้ำมันมีตลอดทาง และใช้ Wi-Fi ดูแผนที่ได้ตลอด
ถ้าอยู่ในเมืองใช้แอพเรียกรถ Bolt ได้ง่าย สะดวกและราคาถูกมาก แต่ต้องจ่ายเป็นเงินสด

วีซ่า
พาสปอร์ตไทย ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศตูนิเซีย ในประเทศไทยไม่มีสถานทูตหรือกงสุล จะต้องทำเรื่องออนไลน์และส่งพาสปอร์ตไปที่เมืองจาการ์ตาร์ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้ข่าวว่าใช้เวลาค่อนข้างนานเป็นเดือน สำหรับฉันหลังจากที่เช็คข้อมูลต่างๆ แล้วพบว่า ฉันทำวีซ่าที่สวิตเซอร์แลนด์ง่ายและราคาถูกกว่าไปทำที่เมืองไทย ฉันเขียนอีเมลไปคุยกับกงสุลที่เมืองเบิร์นก่อน ตอนแรกก็กังวลว่าจะติดต่อได้หรือเปล่าเพราะเห็นรีวิวแย่ๆ เยอะมากว่ากงสุลไม่ตอบไม่บริการอะไร แต่ปรากฏว่าหลังจากเขียนอีเมลไปเพียงแค่วันเดียวเจ้าหน้าที่กงสุลก็ตอบมาชัดเจน และดูแลดีมาก มีความประหลาดอยู่อย่างที่เจ้าหน้าที่ให้จ่ายค่าวีซ่าโดยให้แนบเงินสดใส่ซองไปให้เขาเลยพร้อมพาสปอร์ต ตอนแรกฉันก็กลัวจะโดนมิจฉาชีพหลอกหรือเปล่าและกลัวเงินจะหาย ไม่มีใครเขาใส่เงินสดในซองจดหมายกัน แต่พอเขียนไปถามย้ำกับกงสุลหลายครั้ง เขาบอกว่าก็ให้หลายคนทำแบบนี้และก็ไม่เคยมีปัญหา ด้วยความที่ฉันเชื่อว่านี่คือสวิตเซอร์แลนด์ จึงเสี่ยงใส่เงินสด 66 สวิสฟรังก์ไป ปรากฏว่าเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาเลย สัปดาห์เดียวพาสปอร์ตพร้อมวีซ่ากลับมาเรียบร้อย และฉันยังมีความซับซ้อนอีก เพราะจะเดินทางเดือนพฤษภาคมแต่มีเวลาทำวีซ่าได้เพียงแค่ช่วงมกราคมเท่านั้น เพราะกุมภาพันธ์ถึงเมษายนจะอยู่เมืองไทย ฉันเขียนอธิบายสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่ไป เขาตอบกลับมาดีมากว่าจะจัดการให้ สรุปออกวีซ่าให้สี่เดือนล่วงหน้า ตามวันที่ฉันต้องการอย่างเรียบร้อยถูกต้องเป๊ะทุกประการ


สรุป
ตูนิเซียน่าไปมากๆ ถูกและดี มีครบ ไม่วุ่นวาย ถ้าจัดการเรื่องขอวีซ่าได้ให้ไปเลย และความประทับใจที่มากับความประหลาดใจก็คือ คนเขาเป็นชาติแขกที่น่ารักมาก สุภาพมีน้ำใจกับนักท่องเที่ยว ดูนิ่มนวลผิดกับแขกชาติอื่น และคนขายของไม่ขี้ตื๊อกวนใจเลย ทำให้เราเดินดูของได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวล เป็นหนึ่งในประเทศที่เหนือฟ้าอย่างแท้จริง





































