ณ. เวลาต้นฤดูร้อนในยุโรป ยามที่สวิตเซอร์แลนด์ยังอุ่นไม่เท่าประเทศทางยุโรปใต้ ฉันหนีหนาวมาพักผ่อนรับความอุ่นสั้นๆ ที่ Lake Garda อันเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิตาลี แม้จะไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวนอกยุโรปเท่าทะเลสาบโกโม่ แต่ก็มีความน่ารักไม่แพ้กันเลย

ทะเลสาบการ์ด้านี้อยู่ทางเหนือของอิตาลี ไม่ไกลเมือง Verona และ Dolomites เป็นที่นิยมสำหรับคนเล่นวินด์เซิร์ฟและเรือใบกันมาก มีเมืองเล็กเมืองน้อยอยู่รอบทะเลสาบหลายเมือง บรรยากาศสดชื่นเหมาะกับการพักร้อนที่สุด เมืองที่ฉันเลือกมาพักคือ Sirmione ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนติ่งของปลายแหลมแผ่นดินที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบอีกทีหนึ่ง การเข้าออกจึงมีถนนเส้นเดียวพุ่งตรงเข้าไป และเมื่อสุดแผ่นดินแล้วก็จะมีสะพานข้ามเข้าประตูเมืองไปในเกาะ แปลกมากๆ

พอเข้าประตูเมืองไปแล้วก็จะถึงบริเวณเมืองเก่าซึ่งมีตึกรามสีสันสดใสตามแบบอิตาเลียน เต็มไปด้วยร้านอาหารร้านขายของ เดินเล่นเพลินมาก แต่ที่เด่นที่สุดนั้นก็คือ ตรงติดประตูเมืองเลยมีปราสาทโบราณตั้งอยู่ในน้ำ คือ Scaligero Castle มีลักษณะเป็นป้อมปราการจากยุคกลางที่ใช้ป้องกันเมืองโดยที่มีน้ำอยู่ล้อมรอบ และมีประตูที่ชักเป็นสะพานขึ้นลงได้ ปัจจุบันด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์ ฉันไม่ได้เข้าไปชมเพราะคิวยาวมาก เวลาย่างเข้าหน้าร้อนที่อิตาลีนี่เมืองต่างๆ แบบนี้จะคนค่อนข้างแน่นเป็นปกติ

นอกจากปราสาทและเมืองเก่าแล้ว หากเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะเจอสวนสาธารณะใหญ่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น มีหาดหลายแห่งให้เล่นน้ำได้ และที่น่าแปลกใจคือมีอพาร์ทเม้นท์อาคารบ้านเรือนคนที่อาศัยอยู่จริงๆ ไม่ใช่สถานท่องเที่ยวอยู่เยอะมาก โรงแรมก็เยอะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผืนแผ่นดินที่เหมือนจะไม่ใหญ่นี้อัดแน่นไปด้วยตึกรามบ้านเรือน ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเดินสำรวจทั่วแต่ก็เพลินดีมาก บนเกาะมีโบสถ์หลายแห่งที่น่าชม เช่น Sant’Anna della Rocca เป็นโบสถ์เล็กที่อยู่ใกล้ป้อมปราการด้านหน้า ตรงลึกเข้าไปบริเวณที่เป็นบ้านคนมีโบสถ์ San Pietro in Mavino ซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 อยู่ ฉันว่าสวยมากๆ เลย ใครไปเที่ยวแถวนี้แนะนำเลยว่าให้ไปเดินเล่น Sirmione สักหนึ่งวันเต็มๆ จะเลือกพักโรงแรมในเมืองเก่าหรือบริเวณแหลมที่ยื่นเข้าไปในเกาะทะเลสาบก็ได้ แต่บอกเลยว่าโรงแรมยิ่งใกล้ Sirmione ก็ยิ่งแพงมากๆ แพงหูฉี่หูดับ และถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนที่พีคจัดเช่นเดือนกรกฎาคมนี่เตรียมใจไว้เลยว่า คนจะแน่นมากขนาดที่ต้องเดินเบียดๆ ไหลๆ กันไปทีเดียว สามีฉันเคยมาช่วงนั้นบอกว่าไม่สนุกเลย และราคาทุกอย่างน่าจะดีดขึ้นไปเยอะมากด้วย แนะนำว่า ให้ไปเที่ยวไม่เกินช่วงต้นมิถุนายนหรือจะรอให้ปลายๆ หน้าร้อนไปแล้วช่วงปลายสิงหาคมหรือกันยายนน่าจะดีกว่า

มาถึงทะเลสาบ Garda แล้วจะเที่ยวอยู่เมืองเดียวก็ใช่ที่ เราจึงไปสำรวจเมืองอื่นๆ รอบทะเลสาบด้วย Riva del Garda เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ตรงเหนือสุดของทะเลสาบการ์ด้าในจังหวัด Trento เมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากและมีพลเมืองไม่เยอะ เคยเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิส ต่อมาได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ Austro-Hungarian และเพิ่งถูกรวบรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลีเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนี้เอง

ความน่ารักของเมืองนี้ก็คือท่าเรือที่เป็นอ่าวเว้าเข้าไปอยู่ตรงเมืองเก่า ริมอ่าวเป็นลานกว้างคือ Piazza III Novembre มีผู้คนมานั่งพักผ่อนกัน และมีร้านอาหารโรงแรมอยู่รอบๆ ในอาคารสีสันสดใส กิจกรรมหลักของคนเมืองนี้ก็แน่นอนที่ว่าจะต้องเป็นการเล่นเรือใบ วินด์เซิร์ฟ ส่วนนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินเล่นชมบรรยากาศในเมืองเก่าได้อย่างสบายๆ ไม่วุ่นวายคนไม่เยอะ ที่ลานริมอ่าวมีหอคอย Torre Apponale เก่าแก่จากยุคกลาง  ในเมืองมีประตูเมืองหลายแห่งซึ่งสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา บ้านเรือนนั้นทาสีสันสดใส เดินชมตึกชมข้าวของโดยรอบใช้เวลาไม่นานก็ทั่ว น่ารักดีทีเดียว

จากทะเลสาบเรามาแวะเมือง Merano เป็นเมืองในอิตาลีเขต South Tyrol เกือบจะติดกับชายแดนของออสเตรีย คนส่วนมากในเมืองจึงพูดภาษาเยอรมันกันทั้งๆ ที่อาหาร บรรยากาศยังมีอารมณ์อิตาลีอยู่ แปลกดี เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศที่ขึ้นชื่อเรื่องสปาและเวลล์เนสเพราะมีน้ำแร่ธรรมชาติ ใจกลางเมืองมีเวลล์เนสใหญ่ประกอบด้วยสระว่ายน้ำหลายสระเป็นคอมเพล็กซ์ใหญ่ จึงเป็นเมืองตากอากาศที่นิยมแห่งหนึ่งในย่านนี้มาแต่โบราณ

ประวัติความเก่าแก่ของเมืองนั้นย้อนไปก่อนคริสตกาลทีเดียว และเมอราโน่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเหมือนกับ Riva del Garda สำหรับตัวเมืองนั้นก็เดินเที่ยวได้เพลินๆ เลย ถนนคนเดินที่ตัดกลางเมืองมีร้านค้าสองข้างทาง ซึ่งหน้าร้านมีหลังคาของชั้นสองปกคลุมแบบที่เรียกว่า Portico อย่างในเมืองใหญ่หลายเมืองของอิตาลี เมืองเก่ามีประตูเมืองหลายแห่งเช่น Vinschgauer Tor, Passeirer Tor และ Bozener Tor มีโบสถ์เช่น St. Nicholas’ Church และ St. Barbara’s Chapel และด้านหลังศาลาว่าการมีปราสาทโบราณขนาดเล็กๆ น่ารักคือ Princely Castle ที่เคยเป็นที่พักอาศัยของอาร์คดยุคของออสเตรีย

เมืองนี้เดินเล่น 2-3 ชั่วโมงก็ทั่ว จากเมืองเก่าอย่าลืมข้ามแม่น้ำไปทางเวลล์เนสด้วย จะได้ดูบรรยากาศแถวแม่น้ำ ซึ่งยามอากาศดีก็จะมีการจัดออกร้านต่างๆ กัน ได้เห็นวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบันด้วย

ทริปสั้นๆ วันหยุดของคนสวิส ขับรถจากบ้านมาแค่ 5 ชั่วโมงก็หนีหนาว 12 องศามาเจอ 30 องศาได้แล้ว ยิ่งถ้าเลือกพักโรงแรมที่อยู่ติดกับป้อมปราการของปราสาทประจำเมือง Sirmione จากบริเวณซาวน่าของโรงแรมมองไปเห็นเรือนักท่องเที่ยวแล่นเข้าออกไปยังท่าจอดเรือของปราสาท ให้ความรู้สึก Exclusive มากๆ และจองร้านอาหารหรูติดดาวมิชลินที่มีมากมายจนเลือกไม่ถูกเสียหน่อยสักมื้อ ก็เป็นวันหยุดที่พักใจพักกายได้แบบเต็มที่โดยไม่ต้องไปไหนไกลเลยจริงๆ

NO COMMENTS