สุดสัปดาห์นี้เป็นวันหยุดยาวสามวัน เราเลยขับรถจากบ้านไปที่แคว้นแชมเปญในฝรั่งเศสกัน ไม่ทำอะไรมาก เน้นกินและดื่มล้วนๆ !


สารภาพเลยว่าฉันชอบดื่มแชมเปญมากๆ จึงอยากไปทัวร์ชมกระบวนการผลิตและชิมแชมเปญที่แหล่งต้นผลิตแท้ๆ มานานแล้ว อันที่จริงแคว้นแชมเปญก็อยู่ไม่ไกลบ้านฉันมาก ขับรถไปประมาณ 5 ชั่วโมง เมืองที่เป็นใจกลางของแคว้นแชมเปญนี้ก็คือเมือง Reims ซึ่งอยู่ห่างจากปารีสเพียงแค่ชั่วโมงเดียว และยังมีเมืองเล็กอื่นๆ ในแคว้นนี้อีกเช่นกันที่เป็นบ้านของแชมเปญเฮ้าส์ดังๆ ทั้งหลาย เช่น เมือง Épernay และ Hautvillers แต่วันนี้ฉันจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการไปทัวร์ในแชมเปญเฮ้าส์สองแห่งที่เมือง Reims กัน


แชมเปญเฮ้าส์ทั้งสองที่ฉันเลือกซื้อทัวร์เข้าไปชมก็คือ Pommery และ Veuve Clicquot อันที่จริงก็มีอีกหลายเฮ้าส์ที่น่าไป เช่น Ruinart และ Taitinger แต่ขนาดจองล่วงหน้านานแล้วตั๋วก็ยังเต็มไปหลายที่ เลยมาจบลงที่สองเฮ้าส์นี้ก่อน เราเข้าไปชมที่ Pommery ในวันแรก เป็นทัวร์ที่ให้เราเดินชมเอง อ่านป้ายและคำบรรยายเอาเอง ก็พอเข้าใจแล้วได้ความรู้ ได้เห็นถ้ำใต้ดินลึกมากที่เขาเอาไว้ทำแชมเปญทั้งกระบวนการ ซึ่งเฮ้าส์ทั้งหลายที่นี่จะมีถ้ำใต้ดินแบบนี้เพราะเมื่อก่อนเป็นถ้ำหินปูนที่ขุดเจาะดินลึกลงไปเพื่อเอาหินปูนไปใช้ แล้วพวกที่ผลิตแชมเปญมาเห็นก็ได้ไอเดียว่าน่าจะเป็นห้องใต้ดินที่เหมาะกับการทำแชมเปญ เนื่องจากมีอุณหภูมิคงที่ 10 องศาและมีความชื้นที่พอเหมาะ จึงซื้อที่ดินแถวนี้กลายมาผลิตแชมเปญกันใหญ










ถ้ำของ Pommery นี้เขามีงานศิลปะจัดวางสลับอยู่ในห้องต่างๆ ที่ทำแชมเปญด้วย ฉันว่าทัวร์ถ้ำของเขาเฉยๆ ก็สนุกดีแต่เทียบกับ Veuve Clicquot แล้วสู้ยังไม่ได้ เพราะของ Veuve Clicquot เป็นทัวร์ที่มีไกด์พาชม สนุกกว่าได้ความรู้มากกว่า เห็นกระบวนการการผลิตจริงๆ ในถ้ำ และมีส่วนที่จัดเป็นฉายวิดีโอบ้างและสาธิตบ้าง ใช้สื่อผสมได้ดี และไปจบลงที่การได้ชิมแชมเปญ 4 ชนิดในถ้ำ ได้บรรยากาศมากๆ แต่อันนี้ก็จะราคาแพงกว่า Pommery ซึ่งได้ชิมสองแก้วเท่านั้น







แต่ที่ Pommery นี้มีทีเด็ดก็คือวิลล่าสวยมากที่เป็นส่วนหนึ่งของเฮ้าส์ คือ La Villa Demoiselle วิลล่าหลังนี้เป็นที่ผลิตของแชมเปญอีกยี่ห้อคือ Vranken และตัวบ้านเป็นศิลปะที่ผสมกันระหว่าง Art Nouveau กับ Art Deco มีเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตเพื่อบ้านนี้โดยเฉพาะหลายชิ้นที่สวยงามไม่เหมือนใคร จนบ้านนี้ถึงกับได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกยูเนสโกเลย อันนี้แนะนำให้ไปชมจริงๆ พอชมบ้านเสร็จแล้วก็ออกมาชิมแชมเปญของ Vranken ในสนามหญ้าหน้าบ้านซึ่งสวยงามได้บรรยากาศมากๆ และส่วนตัวของฉันแล้วคือชอบแชมเปญ Diamente ของ Vranken ที่สุดเลย









ไหนๆ มาถึงแคว้นแชมเปญแล้วจะไม่มาเยี่ยมชมบิดาผู้ให้กำเนิดแชมเปญก็กระไรอยู่ ฉันจึงขับรถลงไปที่หมู่บ้าน Hautvillers ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลวงพ่อ Dom Pérignon ค้นพบแชมเปญ






น่าเสียดายที่เดี๋ยวนี้ Dom Pérignon House ไม่เปิดให้คนเข้าไปชมด้านในแล้ว ฉันจึงไปเยี่ยมชมโบสถ์ Hautvillers Abbey หรือ Abbey of St Peter, Hautvillers แทน โบสถ์นี้เป็นสถานที่ที่หลวงพ่อ Dom Pérignon รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้คุมกระบวนการทำไวน์ของโบสถ์ มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อตอนที่หลวงพ่อทำแชมเปญโดยความบังเอิญ จากกระบวนการที่ไวน์ผ่านการหมักด้วยยีสต์เป็นครั้งที่สองจนเกิดฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เล็กๆ ออกมา และท่านได้เปิดชิมเป็นครั้งแรกในปี 1693 นั้น ท่านถึงกับตะโกนเรียกพระรูปอื่นว่า “Come quickly, I am tasting the stars!” บางคนก็ว่านี่เป็นเรื่องเล่าลือต่อกันมาไม่ใช่เรื่องจริง แต่แหมฟังทีไรฉันก็ชอบทุกที




โบสถ์ปิด 4 โมงเย็นฉันจึงไม่ได้เข้าไปข้างใน เลยอดไปดูตรงจุดที่ฝังศพของหลวงพ่อเลย แต่ก็ได้ดูข้างนอกและได้เดินชมในหมู่บ้าน Hautvillers ซึ่งน่ารักมาก มีเฮ้าส์ทำแชมเปญของท้องถิ่นมากมายหลายแห่ง น่าเข้าไปชิมให้ครบทุกที่ และยังมีสวนในหมู่บ้านซึ่งมีรูปปั้นของหลวงพ่อยืนยิ้มถือแก้วแชมเปญอยู่ด้วย ฉันเลยต้องไปยืนโพสต์ท่าชนแก้วกับหลวงพ่อเสียหน่อย แต่เขาว่ารูปปั้นหลวงพ่อที่คนชอบไปถ่ายรูปด้วยมากที่สุดคือรูปที่อยู่หน้าสำนักงานใหญ่ของ Moët & Chandon ที่เมือง Épernay ที่อยู่ติดกัน เพราะเดี๋ยวนี้เจ้าของแชมเปญยี่ห้อ Dom Pérignon ก็คือบริษัท LVMH ผู้เป็นเจ้าของ Moët & Chandon และสินค้าลักซ์ชัวรี่แทบจะทุกแบรนด์ในโลกนี้นั่นเอง

เราได้ขับรถไปเดินเล่นเที่ยว Épernay ด้วย เป็นเมืองใหญ่กว่า Hautvillers แต่เล็กกว่า Reims ที่นี่เราไม่ได้เข้าชม champagne house ใดๆ แต่เดินชมเมืองดูบรรดาร้านแชมเปญต่างๆ มากมายหลายยี่ห้อทั้งเมือง




อันที่จริงฉันไม่อยากเขียนเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับแชมเปญเท่าไหร่ เพราะไม่ได้รู้มาก เน้นชิมเป็นหลัก แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอเขียนเอาไว้สั้นๆ นิดหนึ่งเท่าที่พอจะรู้ก็แล้วกันว่า แชมเปญนั้นจะต้องทำจากองุ่นเพียงแค่ 3 พันธุ์เท่านั้นคือ Chardonnay, Pinot Noir และ Meunier และจะต้องผลิตด้วยกระบวนการหมักด้วยยีสต์สองครั้งจนเกิดฟอง เรียก Traditional method และผลิตในแคว้นแชมเปญของฝรั่งเศสเท่านั้น ถ้าหากไม่ได้ตอบข้อกำหนดสามอย่างนี้ก็จะห้ามเรียก Sparking wine เหล่านั้นว่าแชมเปญ อย่างของอิตาลีก็จะเรียกว่า Prosecco ของเยอรมันจะเรียกว่า Sekt และสเปนเรียกว่า Cava และสำหรับที่ผลิตในแคว้นอื่นของฝรั่งเศสเช่น Bordeaux, Alsace, Burgundy, Loire เป็นต้น ก็จะเรียกว่า Crémant และแชมเปญนั้นก็มีระดับความหวานหลายระดับ โดยวัดจากปริมาณน้ำตาลเป็นกรัมในแชมเปญ 1 ลิตร ระดับความหวานจะไล่ไปจาก Brut Nature, Extra Brut, Brut, Extra Dry, Sec, Demi Sec, Doux และถ้าผสมองุ่นสีแดงเข้าไปก็จะเป็น Rosé แชมเปญสีชมพูสวยที่จะมีรสขมกว่าสีขาวนิดหน่อย ส่วนความรู้ใหม่ที่ฉันเพิ่งมาได้จากทริปนี้เลยก็คือว่า เขาแนะนำให้เสิร์ฟแชมเปญในแก้วไวน์ ไม่ใช่แก้วแชมเปญทรง Flute อย่างที่เราเข้าใจกัน เพราะแม้แก้วทรง Flute นั้นจะทำให้เห็นฟองพุ่งขึ้นสวยงามมากกว่าแก้วไวน์ แต่นั่นก็หมายความว่ากลิ่นหอมในแชมเปญก็จะระเหยไปกับฟองมากกว่าเช่นกัน ดังนั้นถ้าเราอยากเก็บความหอมเอาไว้ก็จะต้องเสิร์ฟในแก้วไวน์ มิน่าร้านอาหารดีๆ บางร้านถึงมาถามว่า จะให้เสิร์ฟแชมเปญในแก้วฟลูตหรือแก้วไวน์ หลังจากนั้นฉันตอบว่าแก้วไวน์ตลอดเลย รู้จริงแล้วนี่นา

และปกติฉันจะจู้จี้มากเรื่องที่ว่าแชมเปญจะต้องเสิร์ฟแบบเย็นเจี๊ยบ ขนาดที่ว่าที่บ้านนั้นฉันจะต้องเอาแก้ว 2 ใบไปแช่ช่องแข็งเอาไว้ดื่มสลับกันเลย ฉันว่าถ้าอุณหภูมิอุ่นไปแล้วมันไม่อร่อย ทริปนี้ได้เรียนรู้ว่าไม่ควรดื่มให้อุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้ความหอมหวานน้อยลง นี่เลยตั้งใจว่ากลับมาบ้านจะต้องทดลองดื่มที่อุณหภูมิต่างๆ เสียหน่อย ตั้งแต่อุณหภูมิตู้เย็น 4 องศาไล่ไปถึง 10 องศา เปรียบเทียบดูให้รู้ตัวเองว่าชอบแบบไหน

ในเมื่อมาพักที่ Reims เมืองหลวงของแคว้นแชมเปญแล้ว ก็จะต้องไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญเสียหน่อย เอาแค่พอหอมปากหอมคอ เพราะเดี๋ยวจะเสียเวลาชิมแชมเปญ และในเมื่อมีเวลาไม่มาก สถานที่สองแห่งที่ฉันเลือกไปชมก็คือ Notre-Dame de Reims มหาวิหารแห่งเมือง Reims และ Basilica of Saint-Remi มหาวิหารอีกแห่งหนึ่งซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ในปี 1991 ด้วยพร้อมกัน

มหาวิหาร Notre-Dame de Reims นั้นมีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค มีหอคอยสองแห่ง ฉันดูโบสถ์ดูวิหารมาเยอะแต่ต้องบอกว่านอตเตรอะดามที่นี่มีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากวิหารอื่นๆ อย่างชัดเจนทีเดียว ด้านหน้าอันใหญ่โตนั้นเต็มไปด้วยรูปปั้นปูนเล็กๆ เต็มไปหมด บางรูปปั้นก็พอจะเดาได้ว่าเป็นนักบุญหรือใครในเรื่องราวทางคริสต์ศาสนา แต่บางรูปปั้นก็เดาไม่ออก เหมือนเป็นคนธรรมดา รูปปั้นมีเยอะแยะมากมายอลังการมากเลย เราไปยืนแหงนคอตั้งบ่า พิจารณาดูรูปปั้นต่างๆ อยู่ด้านนอกด้วยความสนใจนานเลย แต่ข้างในนั้นฉันว่าเรียบง่ายไม่ได้มีรูปแบบหวือหวาใดๆ ความสำคัญของโบสถ์นี้คือใช้เป็นที่ประกอบพิธีราชาภิเษกให้กษัตริย์ของฝรั่งเศสในอดีต และ Clovis กษัตริย์คนแรกของฝรั่งเศสก็ได้ทำพิธีรับศีลเป็นคริสเตียนที่มหาวิหาร อายุ 800 ปีแห่งนี้




ส่วน Basilica of Saint-Remi ซึ่งอยู่นอกเมืองเก่าออกไปหน่อยนั้นมีความเก่าแก่ยิ่งกว่าอีก ถึง 1000 ปีเลย มีสถาปัตยกรรมเป็นแบบ Romanesque ด้านในนั้นสวยงามน่าตะลึงและใหญ่โตมากทีเดียว เดินชมได้อย่างนานเลย แม้สิ่งที่เห็นอยู่จะเป็นการบูรณะขึ้นมาเนื่องจากเสียหายไปมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วิหารแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่ฝังศพของ Saint Remi ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำพิธีรับศีลเปลี่ยนให้ชาวเผ่า Franks (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อประเทศ France) เป็นคริสเตียนกันมากมาย อันทำให้ศาสนาคริสต์หยั่งรากและขยายความสำคัญในยุโรปแถบนี้แล้ว ยังเป็นที่ฝังศพของราชวงศ์และบิชอปที่สำคัญอีกมากมายของฝรั่งเศสอีกด้วย





อันที่จริงสถานที่ที่เป็นมรดกโลกหรือสถานที่อื่นที่น่าชมของเมืองยังมีอีกมาก ตัวเมืองเก่าเองก็เดินเล่นชมสถาปัตยกรรมได้อย่างเพลิดเพลิน แต่ก็อย่างที่บอกว่าฉันเจียดเวลาชิมแชมเปญมาชมเมืองได้แค่นี้ ส่วนที่เหลือจึงตั้งใจว่าจะเก็บไว้กลับมาคราวหน้าแน่นอน





และคราวหน้าก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ผ่านไป 5 เดือนเป็นวันเกิดฉัน ก็เลยขอไปฉลองที่ดาวดวงโปรด คือดาวแชมเปญอีกครั้ง (ฉันเรียกของฉันแบบนี้ตั้งแต่ทริปแรกเป็นต้นมา) แต่ไปแค่คืนเดียว พักที่เมือง Reims เหมือนเดิม และคราวนี้ได้เข้าไปชมถ้ำใต้ดินที่ผลิตแชมเปญของยี่ห้อ Taittinger ซึ่งคราวที่มาเมื่อต้นปีปิดปรับปรุง ยี่ห้อนี้ฉันชอบมากจึงซื้อแบบทัวร์ที่ได้ชิมแชมเปญของเขาสามแบบ แบบ Brut นั้นคุ้นเคยอยู่แล้ว อร่อยถูกปาก ที่โปรดที่สุดคือ Rose แชมเปญสีชมพู แต่ตัวแพงของเขาฉันยังไม่เคยลอง จึงได้ชิมไปด้วยในทัวร์นี้ ดีงามมากๆ


ไกด์ที่พาทัวร์เล่าเรื่องดีมาก จะว่าไปทุกที่ๆ ฉันเคยไปไกด์ดีหมดเลย ถึงฉันจะไปมาทั้งหมดสามแห่งแล้วแต่ก็ยังสนุกตื่นเต้นอยู่ และได้ความรู้เพิ่มเติมทุกครั้งที่มา ความพิเศษของที่นี่คือใต้ดินเคยเป็นโบสถ์ใหญ่โบราณ จึงยังเห็นซากหลักฐานของแท่นบูชาและหลายอย่างที่เคยเป็นของโบสถ์ และมีทางลับที่เดินใต้ดินไปทะลุถึงโบสถ์ใหญ่อีกแห่งหนึ่งด้วย แต่ถ้าถามแล้วฉันก็ยังว่าใต้ดินของ Veuve Cliquot สวยตื่นตาตื่นใจกว่าที่นี่









มาแชมเปญครั้งที่สองแล้วจึงขอไปเที่ยวเมืองเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันหน่อย และมันเด็ดมาก เมืองนี้คือเมือง Troyes อ่านออกเสียงประมาณสะกดออกมาว่า “ทควา”





Troyes อยู่ในแคว้นแชมเปญ ห่างปารีสออกมาทางตะวันออกเฉียงใต้เพียงแค่ 100 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น มีพลเมืองเพียงแค่ 60,000 กว่าคน ความเด็ดของเมืองนี้ที่ฉันถึงกับตั้งใจต้องไปดูให้ได้ก็เพราะบ้านเรือนในตัวเมืองเก่าที่เป็นแบบ Half-timbered house ซึ่งส่วนมากสร้างในศตวรรษที่ 16 ถึงแม้บ้านที่เป็นกึ่งซุงกึ่งปูนแบบนี้จะมีอยู่เยอะในเยอรมนีและที่อื่นของยุโรป แต่บ้านและอาคารที่นี่กลับแลดูแตกต่าง น่าจะเป็นด้วยสีสันที่ไม่ได้ฉูดฉาดสดใสอย่างในเยอรมนี แต่ที่เด่นและน่ารักมากก็คือแต่ละหลังมันโย้เย้เอียงอย่างกับบ้านในการ์ตูน ดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะล้มลงมาเมื่อไร ที่เป็นตึกแถวเรียงติดๆ กันนั้นก็จะเอียงโย้ไปทางเดียวกันหมดจนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าบ้านหลังแรกที่ค้ำหลังอื่นอยู่นั้นล้ม ที่เหลือก็คงเทลงมาเหมือนโดมิโน่แน่นอน



ตัวเมืองเก่าของ Troyes นี้เป็นถนนคนเดินเสียส่วนมาก ซึ่งทำให้เดินชมบ้านครึ่งซุงครึ่งไม้นี้ได้อย่างเพลิดเพลินเป็นที่สุด คนหลงใหลสถาปัตยกรรมอย่างฉันนี่ถ่ายรูปรัวๆ หยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว สถาปัตยกรรมเหล่านี้มีส่วนทำให้ Troyes ได้รับการเลือกให้เป็น City of Art and History เลยด้วย และนอกเหนือจากอาคารเหล่านี้เมือง Troyes ก็หนาแน่นไปด้วยบรรดาโบสถ์ต่างๆ ให้เข้าเยี่ยมชมความงาม ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารประจำเมือง Saint-Pierre-et-Saint-Paul Cathedral หรือโบสถ์ Sainte-Madeleine Church หรือ Saint-Nizier Church และอีกหลายโบสถ์เป็นต้น ฉันไม่ได้เข้าไปชมทุกแห่งหรอกเพราะเน้นชมอาคารบ้านเรือนมากกว่า แต่เท่าที่ได้เข้าไปก็ต้องบอกว่าสวยจริงๆ















ไปเห็นเมืองนี้มาแล้วอยากจะบอกหลายๆ คนเลยว่า ถ้ามาถึงปารีสหรือแคว้นแชมเปญแล้วละก็ ควรเลยไปอีกนิดหนึ่งเพื่อไปชม Troyes ด้วยเถอะ เที่ยวได้วันเดียวสวยจริงๆ ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง



หมายเหตุ: ชื่อเมือง Reims นี้อ่านออกเสียงแบบฝรั่งเศสว่า “รฮานซ์” แปลกจริงๆ อย่างสุดจะเดาเลย อย่าถามเหตุผลว่าทำไม เรื่องของภาษานี่บางทีก็อธิบายด้วยเหตุผลยาก



































