ฉันถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ทำไมฉันถึงโชคดีแบบนี้หนอ….
โชคดีตรงที่มีเพื่อนดี มีจังหวะดี ได้ไปเที่ยวที่ดีๆ ที่ไม่ค่อยมีใครได้เคยไปเห็นมาตลอด รู้สึกขอบคุณชะตาชีวิตตัวเองจริงๆ และนี่ก็คืออีกเรื่องโชคดีเรื่องหนึ่ง

ฉันมีเพื่อนสวิสอยู่คนหนึ่งที่รู้จักกันมาเกือบ 40 ปีแล้วตั้งแต่สมัยไปเรียนภาษาอังกฤษช่วงซัมเมอร์ที่อังกฤษตอนอายุ 18 แล้วก็ย้อนกลับมาเจอกันตอนที่ฉันย้ายมาอยู่สวิตฯ เพื่อนฉันเกิดและโตทางฝั่งสวิสเยอรมัน แต่พอทำงานเขาก็ย้ายมาอยู่ฝั่งฝรั่งเศส มาแต่งงานกับคนสวิสฝรั่งเศส มีลูกสองคน ตอนนี้ทุกปีเราก็จะนัดเจอกันหนึ่งถึงสองครั้งแล้วแต่โอกาสจะอำนวย ถ้าเขากลับมางานทำบุญวันเสียชีวิตของแม่เขาทางฝั่งสวิสเยอรมันซึ่งไม่ไกลจากบ้านฉัน เขาและภรรยาก็จะมาพักที่บ้านเรา และทุกปีเขาก็จะเชิญเราไปพักที่บ้านเขาที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองโลซานน์ แล้วจัดโปรแกรมพาเที่ยวเมืองต่างๆ ในย่านนั้นแบบจัดลึกความรู้แน่นตลอด และปีนี้ก็เช่นกัน เรานัดกันว่าจะไปค้างบ้านเขาคืนวันเสาร์ เขาบอกว่าให้มาเจอกันตอน 11 โมงเช้าที่ใจกลางเมืองโลซานน์เลย จะพาไปชมปราสาท ฉันก็ดูแล้วอ๋อ.. มันก็ปราสาทกลางเมืองที่เคยเห็นและผ่านไปมาอยู่หลายครั้งแล้วนั่นแหละ แต่ก็บอกว่าไปจ้ะ เจอกันนะจ๊ะ

ถึงเวลา 11 โมงวันเสาร์เราก็ไปเจอเขาที่จุดนัดหมายที่ลาน Ripponne ใจกลางเมืองโลซานน์ที่ฉันคุ้นเคย เพื่อนพาเดินต่อไปอีกนิดถึงปราสาท Château Saint-Maire อันเป็นจุดหมายที่เขาจัดทัวร์จะพาเราเข้าไป ปรากฏว่ามีเพื่อนฝรั่งของเขามาด้วยอีกสามคน และคนที่จะนำทัวร์เราก็เป็นเพื่อนของเขาที่เคยพาเราไปชมปราสาท Oron เมื่อหลายปีก่อนมาแล้ว ไกด์คนนี้จริงๆ เป็นคุณหมอทางประสาทที่เกษียณแล้ว และมาตามฝันความชอบทางประวัติศาสตร์ของตัวเองโดยการเป็นไกด์อาสาสมัครพาเที่ยวชมสถานที่ที่ปกติไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมให้กับเพื่อนๆ หรือสมาคมต่างๆ และคราวนี้ก็เช่นกัน เขามีใบอนุญาตให้พาคนเข้าชม Château Saint-Maire นี้ได้ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ความพิเศษของปราสาทนี้ก็คือ ปัจจุบันที่นี่คือที่ตั้งของสำนักงานของคันโตน Vaud นี่เองคือสาเหตุที่สถานที่นี้เป็นสถานที่ราชการที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้า ยกเว้นแต่ผู้ที่ได้สิทธิ์เข้าชมโดยไกด์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และพอฉันได้เข้าชมแล้ว ก็รู้สึกโชคดีสุดๆ จนต้องจั่วหัวเลยว่า ทำไมถึงโชคดีเช่นนี้หนอเรา

มาว่าที่ประวัติของปราสาทแห่งนี้ก่อน Château Saint-Maire ถูกสร้างขึ้นเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 (ราว ค.ศ. 1397) โดยบิชอปแห่งโลซานน์ผู้เป็นทั้งผู้นำศาสนาและผู้ปกครองทางการเมืองด้วย ในยุคนั้นโลซานน์เป็นศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักร อำนาจทางศาสนาก็เยอะอยู่แล้ว แต่ยังมีอำนาจทางการเมืองเพิ่มเข้ามาอีก ความสะอาดบริสุทธิ์ของศาสนาจึงขุ่นปะปนมัวด้วยอำนาจ การเมือง การปกครอง

และความกลัวที่จะสูญเสียอำนาจนั้น ปราสาทจึงถูกออกแบบให้แข็งแรง หนาแน่น และดูน่าเกรงขาม เพราะเป็นทั้งที่พำนักของบิชอปและป้อมปราการป้องกันเมือง เป็นศูนย์บัญชาการ คลังอาวุธ คุกลับ ห้องสอบสวน มีบันทึกว่า ใต้ปราสาทเคยมีห้องขังและห้องทรมานด้วย โดยเฉพาะช่วงความขัดแย้งระหว่างศาสนจักร ชนชั้นปกครอง และชาวเมือง ว่ากันว่า หลายคน “เข้าไปแต่ไม่เคยออกมา” เพราะช่วงปี ค.ศ. 1536 กองทัพจากเบิร์นยึดครองรัฐโวด์ บาทหลวงคาทอลิกถูกจับ เอกสารศาสนาถูกเผา นักบวชบางคนถูกประหารหรือหายตัว ปราสาทกลายเป็นที่พำนักของผู้ว่าการจากเบิร์นและศูนย์การปกครองแทนศาสนจักร ต่อมาในปีค.ศ. 1803 รัฐโวด์กลายเป็นรัฐอิสระในสมาพันธรัฐสวิส ปราสาทนี้จึงถูกใช้เป็นที่ทำการรัฐบาลรัฐโวด์จนถึงปัจจุบัน



เมื่อฟังประวัติเรียบร้อยแล้วไกด์ก็พาเราเข้าไปชมในตัวตึก จากจุดนี้นี่แหละค่ะที่ฉันตื่นเต้นถึงขีดสุด เพราะถึงแม้จะชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แค่ไหนแต่สถาปัตยกรรมนั้นทำให้ฉันตื่นเต้นกว่าได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาเอาตึกเก่ามาชุบชีวิตใหม่ อาคารอายุ 200 กว่าปีหน้าตาโบราณที่เรายืนชมอยู่ด้านนอกและเดินวนโดยรอบ ปรากฏว่าตรงทางเข้าเป็นประตูแบบสมัยใหม่ใช้รหัสกดเปิด พอเปิดเข้าไปด้านซ้ายก็เป็นห้องพักเล็กๆ มีโซฟาและที่แขวนเสื้อแจ็คเก็ตให้แขกผู้มาเยือนได้พักรอ ตรงโถงมีต้นคริสต์มาสตกแต่งให้เข้ากับเทศกาล กำแพงและบันไดฉาบปูนแบบสมัยใหม่เหมือนกับออฟฟิศหรือคาเฟ่ยุคใหม่ไม่มีผิด แต่มองไปอีกทีพื้นบันไดนั้นเป็นหินที่สึกกร่อนจากการเดินมาถึง 200 ปี ส่วนกำแพงนั้นก็เห็นโครงสร้างของอิฐและปูนเก่า แต่ว่าอุ๊ยตายทำไมมันมีซอกให้ติดลิฟท์แก้วแบบสมัยใหม่อยู่ คือมันเป็นความกลมกลืนของสมัยเก่าและสมัยใหม่ที่ลงตัวและเทพมาก รัฐโวด์ได้บูรณะปราสาทเก่าแห่งนี้ให้เป็นที่ทำการรัฐหรือเป็นออฟฟิศให้ข้าราชการมาทำงานเสร็จมาตั้งแต่เจ็ดปีที่แล้ว โดยหัวใจในแนวคิดการบูรณะคือโจทย์ว่า ❝ภายนอกต้องยังเป็นปราสาท แต่ภายในต้องมีฟังก์ชั่นทำงานเหมือนอาคารรัฐบาลสมัยใหม่❞ ดังนั้นจึงใช้หลัก “อนุรักษ์ 100% ในสิ่งที่มองเห็น และเปลี่ยน 100% ในสิ่งที่ซ่อนอยู่” โอ้ยมันเทพไหมละนี่









ดังนั้นผลลัพท์ที่ได้จึงคือ เช่น ห้องทำงาน ห้องรับแขก ห้องประชุม หรือแม้แต่แคนทีนกินกาแฟและอาหารกลางวันของข้าราชการในตึกนี้ที่ทันสมัยและมีความสะดวกสบายไม่แพ้ออฟฟิศของบริษัทไฮเทคยุคใหม่ โดยที่ความทันสมัยทั้งหลายนี้ถูกฝังและผนวกอยู่ในกำแพงปูนอิฐโบราณ แต่มีภาพวาดบนผนังโบราณอายุ 200 ปี หน้าต่างโบราณ พื้นโบราณ ฝ้าเพดานก็โบราณ ประดิษฐ์วาดด้วยมือและมีความหมายซ่อนอยู่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นช่องเพดาน 4 × 4 ช่องที่แต่ละช่องมีสัญลักษณ์และผนวกกันอีกเป็น 4 × 4 อีกชั้น ชั้นใต้ดินเป็นทางเดินเพื่อเก็บของ ปูพื้นสมัยใหม่มีราวบันไดสมัยใหม่ แต่ก็ฝังรวมอยู่กับกำแพงอิฐโบราณอย่างกลมกลืนและสวยงาม












ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งก็คือห้องแถลงข่าวของรัฐ มีเวทีมีโพเดียมไมโครโฟนเครื่องเสียงสมัยใหม่ไฮเทค และที่นั่งเหมือนห้องประชุมรัฐสภาแต่กลับอยู่ในห้องโบราณที่มีหลังคาโค้งด้วยอิฐ มันเก๋มากๆ เลย


และที่ฉันชอบมากๆ อีกแห่งก็คือห้องอาหารของพนักงานชั้นบนสุดใต้หลังคา มีไม้ซุงใหญ่ขัดกันไปมาเพื่อค้ำหลังคาอย่างที่เราเคยเห็นในตึกโบราณต่างๆ แต่ที่นี่เขาสร้างห้องอาหารกั้นเป็นสัดส่วนสมัยใหม่ไม่ให้ทำลายวัสดุโบราณโดยใช้กระจกหนากรุเหมือนกับเป็นโดมกระจกฝังอยู่ในห้องใต้หลังคานั้น พอเข้าไปอยู่แล้วเราจึงรู้สึกถึงความสมัยใหม่สะอาดไฮเทค มีอุปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างดังเช่นบริษัทล้ำยุคทั่วไป แต่นอกโดมกระจกนั้นคือห้องใต้หลังคาโบราณของปราสาทที่มีไม้ซุงท่อนใหญ่ๆ ค้ำอยู่ ฉันไม่เคยเห็นห้องอะไรแบบนี้มาก่อนเลย มันช่างสวยงามเก๋ไก๋และเชื่อมโยงยุคเก่าและยุคใหม่ได้ดีมากๆ มันคืออาคารอัจฉริยะที่คนทำงานนั่งอยู่ในอาคารอายุ 600 ปีที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21


ไกด์พาชมทุกชั้น ได้เห็นแทบจะทุกห้องที่รัฐใช้การทำงานอยู่ ห้องที่พนักงานนั่งทำงานกันนั้นเหมือนออฟฟิศบริษัทเทเลคอมสมัยใหม่ เวลาฉันเห็นอะไรแบบนี้จะขนลุกมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของชีวิตสมัยใหม่ที่พยายามจะปูทางแห่งความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต และที่ฉันชอบมากก็คือรัฐบาลโวด์ใจกว้างมากที่เปิดให้ประชาชนคนทั่วไปได้เข้าชมสถานที่ทางราชการแบบนี้ โดยเฉพาะสถานที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ เพราะสถานที่ซึ่งสร้างมาจากภาษีประชาชนก็ควรเปิดให้ประชาชนหรือคนทั่วไปได้เรียนรู้ศึกษาและชื่นชมได้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้ทำงานราชการ มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ และฉันยังมาอ่านย้อนหลังพบอีกว่า รัฐโวด์ตั้งใจที่จะไม่เปลี่ยนงานดีไซน์ในหลายจุด เช่นกำแพงที่สึก เพดานที่ต่ำ เพื่อเตือนใจให้ข้าราชการที่นั่งทำงานอยู่ที่นี่รู้ว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยมีอำนาจที่ถูกใช้ในทางที่ผิด และเขาต้องการสร้างห้องทำงานของผู้มีอำนาจทางการรัฐให้เล็ก พอตัวพอใช้ เพื่อที่จะสะท้อนค่านิยมของสวิสที่ว่า อำนาจนั้นคือความรับผิดชอบ แต่มิใช่ความหรูหรา








อยากจะบอกว่า ใครอยู่รัฐโวด์นี้ให้รีบไปชมอาคารรัฐสภาของตัวเองที่ปราสาทแห่งนี้เลย มันเป็นอะไรที่ประชาชนควรได้ชื่นชมอย่างมากเพราะมันคือภาษีของคุณ ส่วนฉันนั้นก็โชคดีจริงๆ ที่คุณหมอเพื่อนของเพื่อนที่เป็นไกด์อาสาสมัครนี้พาเราเข้ามาชมแบบ Exclusive กันเพียงแค่เจ็ดคน มีความสุขและรู้สึกขอบคุณในความโชคดีในชีวิตของตัวเองมากๆ อีกครั้ง




































