ชีวิตคนเรานั้นบางครั้งก็เหมือนจะมีเรื่องอันบังเอิญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด จะดีหรือไม่ดีก็ตามแต่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วบางทีต้องมานั่งฉงนใจว่ามันช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้ หรือว่าเหตุการณ์นั้นแท้จริงแล้วหาได้เป็นเรื่องบังเอิญไม่ แต่แท้จริงมันได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว และยิ่งเมื่อเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ หรือเหตุการณ์สำคัญ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า มันไม่น่าจะใช่เหตุบังเอิญเลย

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2559 เวลาหนึ่งทุ่มตรงของสวิตเซอร์แลนด์ ฉันสวมเสื้อเหลืองไปถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาศครองราชสมบัติครบ 70 ปี ร่วมกับคนไทยหลายคนที่อาศัยอยู่ในสวิตฯ งานจัดกลางแจ้งที่สะพานหน้าศาลากลางเมืองซูริค (Rathaus) อากาศครึ้ม ลมแรง และฝนโปรยสายเป็นละอองเล็กๆ แต่ก็ไม่หนักหนาเกินกว่าที่เราจะท้อถอยหลบเข้าไปในร่ม ด้วยการได้ถวายพระพรตรงจุดนั้น นอกจากจะเป็นจุดที่สวยงามสมพระเกียรติแล้ว ยังเป็นจุดเด่นให้ชาวต่างชาติที่ผ่านไปมาได้เห็นการถวายความจงรักภักดีของพวกเราต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสมเกียรติภูมิ

ด้วยฝนและลมที่แรง ทีมจัดงานจึงใช้เวลานานในการจัดตั้งพระบรมรูป พานพุ่มดอกไม้ และเครื่องเสียง คนที่มางานมีจำนวนไม่มาก และต่างรู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้ว พวกเราจึงฆ่าเวลาในการรอโดยการถ่ายรูปและคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน ฉันและสาวๆราว 7-8 คนผลัดกันถ่ายรูปกันเองกับวิวพระอาทิตย์ตกที่สะพาน Rathaus ซึ่งสวยงามมาก จนกระทั่ง “น้องคิด” หนุ่ม(สาว)น้อยน่ารักผู้มีฝีมือในการถ่ายภาพมาถึง จึงมาช่วยถ่ายรูปให้พวกเรา น้องคิดเป็นคนมีมุกตลกเยอะมาก และเป็นช่างภาพที่มีความสามารถกำกับจัดนางแบบได้อย่างสนุกที่สุด ลีลาในการโบกไม้โบกมือกำกับทำให้พวกเราหัวเราะกันตัวโยนตลอดเวลา เรียกให้บรรดาฝรั่งที่เดินผ่านหยุดดูเรากันเยอะมาก ยิ่งวันนั้นเป็นวันที่แข่งบอลยูโรและเกมเพิ่งเลิกด้วย ฝรั่งที่กลับจากการเชียร์บอล อารมณ์ยังค้าง มีวิ่งมาเข้าฉากแจมกับเราด้วยอย่างสนุกสนาน

ฝรั่งที่มามุงดูสาวไทยดูแป๊บๆแล้วก็จากไป แต่มีผู้หญิงฝรั่งอายุราวคราวคุณป้า (ของรุ่นป้าอย่างฉันอีกที) 2 คนที่มายืนดูเราอยู่นานแล้วก็ไม่ยอมไปเสียที ยืนตากฝนดูไปก็ยิ้มไปแล้วพูดอะไรกันที่เราไม่ได้ยิน เรายังแอบนินทาว่าทำไมเขาไม่ไปสักที มาดูอะไรเรานานๆ แต่เราก็สนุกสนานกันเองเกินกว่าจะสนใจ จนกระทั่งใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า น้องคิดมัวแต่เป็นช่างภาพแต่ไม่มีรูปตัวเองเลย มาถ่ายด้วยกันเถอะ น้องคิดหันซ้ายขวา แล้วโดยที่เราไม่คาดคิด น้องคิดก็ไปลากหนึ่งในคุณป้ามาที่ขาตั้งกล้องแล้วทำท่าทางบอกว่าให้ป้าช่วยกดชัตเตอร์ถ่ายรูปให้หน่อย

ท่าทางน้องคิดที่เจรจากับคุณป้าเต็มไปด้วยลีลาที่ตลกมาก พวกเราเลยยิ่งหัวเราะกันใหญ่ คิดคงเห็นว่าพวกเราขำเลยยิ่งปล่อยมุกโดยการไปลากคุณป้าอีกคนให้เข้ามาถือร่มกางให้กับคุณป้าอีกคนที่กลายเป็นช่างภาพจำยอม เราได้ถ่ายรูปกันไปหัวเราะกันไปอย่างเมามันเยอะมากๆ สุดท้ายเราเกรงใจสองคุณป้าเลยไปเชิญให้เข้ามายืนถ่ายรูปกับพวกเราด้วยกันเป็นที่ระลึก ซึ่งป้าก็มาด้วยดีอย่างเต็มใจ โดยที่คุณป้าคนหนึ่งมายืนด้านซ้ายของฉันและอีกคนทางข้างขวา ฉันอยู่ตรงกลางระหว่างสองนางพอดี

และท่ามกลางความวุ่นวายขณะทุกคนแข่งกันโพสต์ท่าไปด้วยหัวเราะไปด้วยตะโกนคุยแข่งกับแรงลมไปด้วยอย่างโกลาหลนั้น คุณป้าทางซ้ายของฉันก็หันมาบอกฉันเบาๆว่า “เธอรู้ไหม เพื่อนของฉันที่ยืนอยู่ทางขวาของเธอน่ะ คุณพ่อของเขาเป็นคนทำคลอดลูกสาวของผู้ชายที่อยู่ในรูปบนขาตั้งนั้น”

“!!!!????!!!!! ….. อะไรนะ เธอว่าอะไรนะ….”

ด้วยความงุนงงและไม่คาดคิด ฉันได้แต่ถามย้อนไปอย่างนั้น ในขณะที่หัวก็คิดตามคำพูดอันสุดจะคาดฝันทีละคำ …ผู้ชายที่อยู่ในรูปบนขาตั้ง…นั่นคือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว…ลูกสาว… ก็พระเจ้าลูกเธอสักพระองค์..สมเด็จพระเทพ..เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์…ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์… แล้วพ่อของเขาเป็นคนทำคลอด… แพทย์ผู้ถวายการพระประสูติหรือ… อะไร…งง… ฉันถามป้าซ้ำไปอีกในขณะที่เพื่อนๆรอบตัวก็ยังส่งเสียงดังและวุ่นวายกับการจัดท่า “เธอว่าอะไรนะ…ใครทำคลอดใคร”

คุณป้าตอบมาเรียบๆว่า “เธอถามเพื่อนฉันเองเถอะ ให้เขาเล่าเอง”

ฉันหมดความสนใจเพื่อนๆรอบตัวและการถ่ายรูปทั้งๆที่ยังยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มใหญ่ หูไม่ได้ยินอะไรอย่างอื่นแล้ว หันไปถามคุณป้าทางขวามือว่า “เพื่อนเธอว่าคุณพ่อเธอทำคลอดให้เจ้าหญิงของฉันหรือ

แล้วบทสนทนาอันสุดจะคาดฝันของเราก็เกิดขึ้นกลางลมแรงและละอองฝนเบาๆ ในขณะที่เราทั้งสองยังยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มใหญ่ของคนมากมาย ความโกลาหลและอากาศอันแปรปรวนเหมือนกับถูกลบเลือนหายไปจากความรับรู้สึกของฉันโดยสิ้น โสตประสาทมุ่งมั่นและได้ยินแต่เสียงคุณป้าที่กล่าวคำช้าๆให้ฟังเท่านั้น……

คุณป้าบอกว่าคุณพ่อของเธอเป็นสูตินารีแพทย์ชาวสวิส และได้ถวายการทำคลอดให้สมเด็จพระนางเจ้า แต่คุณป้าบอกว่าเธอยังเด็กมากในตอนนั้น จึงไม่แน่ใจว่าเป็นประสูติกาลของเจ้าฟ้าพระองค์ไหน รู้แต่ว่าเป็นเจ้าหญิงไม่ใช่เจ้าชาย เธอบอกว่าคุณพ่อของเธอชื่อ นายแพทย์ Dr. Erich Glatthaar ฉันคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชกูเกิ้ลหาเดี๋ยวนั้นกับคุณป้า แต่ไม่พบภาพคุณหมอเพราะคนสวิสชื่อซ้ำกันเยอะ แต่พอกูเกิ้ลดูประวัติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งหมด ฉันกับสุนันทาเพื่อนที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกันก็สรุปว่า จากวันเดือนปีและสถานที่เกิดต้องเป็นทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์แน่ๆ เราตื่นเต้นกันมาก ตอนนั้นกลุ่มที่ยืนถ่ายรูปกันเป็นก้อนเริ่มขยับขยาย ฉันเห็นคุณอุ้ม ใจไทย อุปทูตที่มาร่วมงานเขยิบเข้ามายืนใกล้ๆจึงรีบดึงตัวมาแนะนำและเล่าเรื่องให้ฟัง

คุณป้าแนะนำตัวว่าชื่อ ดอกเตอร์ มารีแอนน์ เทาเบอร์ (Marianne Tauber) เป็นจิตแพทย์และเป็นชาวซูริคนี่แหละ แต่ย้ายไปอยู่ลอสแองเจลิสมาหลายสิบปีแล้ว เธอจะกลับมาซูริคปีละครั้งและวันนี้อยากจะได้ยินเสียงระฆังโบสถ์กรอสมึนชเตอร์จึงเดินมาทางนี้ และได้มาเห็นพวกเราในเสื้อเหลืองถ่ายรูปอยู่ข้างกับพระบรมฉายาลักษณ์อย่างบังเอิญ เธอจึงได้หยุดยืนมองอยู่นานไม่ยอมไปไหน ช่างเป็นเหลือเชื่อจริงๆ คุณป้าหมอให้อีเมล์ฉันไว้และบอกว่าให้ช่วยส่งรูปที่ถ่ายไว้ด้วยกันไปให้ด้วย เธอยืนคุยต่ออยู่อีกนานมาก และได้ถ่ายรูปกับฉันและเพื่อนๆอีกหลายรูป เธอบอกว่าช่างเป็นเรื่องน่าประทับใจที่บังเอิญได้มาพบกับพวกเรา และดีใจที่ครอบครัวได้มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ชาติไทย

หลังจากวันนั้นฉันได้เขียนอีเมล์และส่งรูปถ่ายไปให้คุณหมอตามสัญญา เราเขียนเมล์โต้ตอบกันอีกสองสามครั้ง คุณหมอส่งรูปคุณพ่อสมัยหนุ่มๆขณะผ่าตัดทำคลอดมาให้ดู และได้เล่าเรื่องให้ฟังเพิ่มเติมว่า หลังจากวันนั้นเธอได้ไปเยี่ยมพี่สาวซึ่งอายุมากแล้วและพักอยู่ที่บ้านพักคนสูงอายุนอกเมืองซูริค ได้เล่าเหตุการณ์ที่มาพบพวกเราใหพี่สาวฟัง พี่สาวคุณหมอซึ่งโตกว่าและจำความได้ก็ยืนยันว่าคุณหมอเอริคเป็นผู้ถวายการทำคลอดสมเด็จพระนางเจ้าฯจริงๆที่โลซานน์ และเจ้าหญิงผู้มีประสูติกาลก็คือเจ้าหญิงพระองค์แรกในรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย

ฉันได้ประสานให้สถานทูตไทย ณ. กรุงเบิร์นให้เก็บข้อมูลการติดต่อกับคุณหมอมารีแอนน์เอาไว้ เพราะนี่คือบุคคลที่มีส่วนในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอีกครอบครัวหนึ่งที่คนไทยอาจจะไม่เคยรู้

หลังจากนั้นฉันมานั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ดู นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า มันมีโอกาสเท่าไรที่คุณหมอจะต้องกลับจากอเมริกามาซูริคในวันนั้น มันมีโอกาสเท่าไรที่คุณหมอเกิดจะอยากได้ยินเสียงระฆังและเลือกเดินมาทางนั้น มันมีโอกาสสักเท่าไรที่ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่พวกเรากำลังจับกลุ่มถ่ายรูปกันนั้นคุณหมอมารีแอนน์ก็ได้เดินมาเจอกันพอดี มันมีโอกาสเท่าไรที่อากาศต้องแปรปรวนและงานต้องล่าช้าทำให้เราต้องมาถ่ายรูปเล่นกันฆ่าเวลา และมันมีโอกาสเท่าไรที่ฉันบังเอิญยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคุณหมอมารีแอนน์และเพื่อนพอดี มันมีโอกาสเท่าไร…ที่ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นมันประสานลงตัว ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกรรม ถูกวาระ….

ฉันได้คำตอบกับตัวเองว่า โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งอย่างถูกกำหนดสรรค์สร้างไว้แล้วให้เป็นไปเช่นนั้น เมื่อกรรมและวาระเหมาะสม ปัจจัยทุกอย่างก็จะเอื้อให้สิ่งที่ควรเกิดได้เกิด และคนที่เราควรพบได้พบ ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์นี้ตลอดชีวิต เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ถูกกำหนดมาแล้วให้ฉันได้พบกับบุคคลในครอบครัวที่มีบทบาทกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักของฉันและปวงชนชาวไทย

*หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารรวงข้าว ธันวาคม 2559

6 COMMENTS

  1. เป็นเรื่องราวที่ทรงคุณค่ามากๆครับ

  2. ปลื้มใจ ดีงาม คนไทยในสวิส…ชื่นชม

  3. เป็นเรื่องราวที่แสนประทัยใจจริงๆๆ และด้วยความบังเอิญที่ ความกล้าทักทายคุณป้า..จนมาช่วยถ่ายรูปให้…จริงๆๆ

  4. เป็นเรื่องราวที่แสนประทัยใจจริงๆๆ และด้วยความบังเอิญที่ ความกล้าทักทายคุณป้า..จนมาช่วยถ่ายรูปให้…จริงๆๆ

Comments are closed.