แฟนพันธุ์แท้แวมไพร์ Twilight เชิญทางนี้เลยค่า วันนี้เที่ยวเหนือฟ้าจะพาไปเที่ยวเมืองของราชวงศ์ผีดูดเลือด!

อาจจะเชยไปนิดแต่ถ้าใครจำได้เมื่อหลายปีก่อนนิยายและภาพยนตร์เรื่อง Twilight ดังสะเทือนโลกหลายคนอาจจะเป็นแฟนพันธุ์แท้เหมือนฉัน ใครที่ได้อ่านเรื่องนี้หรือชมภาพยนตร์คงจะจำได้ในภาคสุดท้าย Breaking Dawn มีฉากสำคัญที่เกิดขึ้นในเมืองๆหนึ่งซึ่งผู้ปกครองจักรวรรดิแวมไพร์คือตระกูล Volturi อาศัยอยู่ พระเอกถูกพวกโวลตูรี่จับมาเพื่อจะพิพากษาลงทันฑ์และนางเอกกับพี่น้องตามมาช่วยที่นี่  ว่ากันว่าพวกโวลตูรี่อาศัยปะปนอยู่กับผู้คนที่เมืองนี้มาเป็นพันปีแล้วโดยไม่มีใครรู้  อ่านแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเมืองนี้อยู่ที่ไหนกันนะของอิตาลี และมีจริงหรือไม่ คำตอบคือเมืองนั้นมีจริง Volterra ในแคว้นทัสคานี่คือเมืองนั้นนั่นเอง

Volterra เป็นเมืองเก่าถึง 800 ปีก่อนคริสตศักราชทีเดียว ตัวเมืองตั้งอยู่บนยอดของเนินเขาสูงมีกำแพงเมืองล้อมรอบและมีประตูเข้าเมืองได้หลายทาง ตรงกลางเมืองมีโบสถ์และหอคอยสูงเหมือนปราสาทที่คอยดูแลสอดส่องคุ้มครองความเป็นไปในเมือง ความเก่าและเก๋าและลักษณะภูมิประเทศของเมืองนี้เหมาะมากที่จะถูกจินตนาการขึ้นมาเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิแวมไพร์ ถึงจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องแต่ง แต่พอจะได้ไปเมืองนี้จริงก็อดตื่นเต้นไม่ได้ตามประสาแฟนพันธุ์แท้

จากเมืองเซียน่าขับรถไปแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงเมืองโวลแตร์ร่า แต่เราไม่ได้ขับตรงไปทีเดียวเพราะระหว่างทางเราได้แวะเมืองน่ารักอีกสองเมืองคือ Monteriggioni และ San Gimignano แถมระหว่างทางยังได้ขับรถชมวิวทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแคว้นทัสคานี่ อากาศดีแดดออกเป็นบรรยากาศเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ เราโชคดีมากที่อากาศแบบนี้ทำให้ได้ขับรถเปิดประทุนชมวิวเนินเขาสีเขียวและต้นสนไซปรัสเหมือนอย่างที่ดูในหนังเลย ใครมาเที่ยวทัสคานี่แนะนำให้ขับรถไปตามถนนสายเล็กๆที่เชื่อมระหว่างเมืองเล็กต่างๆแล้วหยุดเที่ยวชมแต่ละเมืองแบบช้าๆไม่ต้องเร่งรีบ อย่าใช้ไฮเวย์ เห็นวิวตรงไหนสวยก็หยุด ทัสคานี่เป็นแคว้นที่เหมาะกับการเที่ยวแบบ slow travel มากๆ La Dolce Vita ของแท้

ขอเล่าถึงเมือง Monteriggioni ก่อน จริงๆเมืองโบราณจากศตวรรษ 13 นี้เล็กจิ๋วเดียวแต่ที่มันน่ารักไม่เหมือนใครเพราะตั้งอยู่บนยอดเนินสูงโดยมีกำแพงเมืองล้อมรอบเป็นรูปกลมดิ๊กและมีหอคอยสูง 14 หอเป็นระยะๆบนกำแพง ทำให้ดูเหมือนเมืองนี้ตั้งอยู่ในมงกุฎบนยอดเขา เวลาขับรถมาตามถนนเล็กระหว่างจากเมือง Colle di Val d’Elsa จะมองเห็นเมืองบนเขาแต่ไกลดูแปลก น่าตื่นตาตื่นใจมาก เราแวะไปชมเพราะอยู่ไม่ไกลเซียน่าเลย จอดรถนอกกำแพงเมืองแล้วเดินเข้าไปทางประตูทิศใต้ โผล่เข้าไปก็เจอลานกว้างกลางเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยร้านค้าร้านอาหาร มีโบสถ์แบบโรมาเนสก์ประจำเมืองขนาดกะทัดรัดน่ารักจริงๆ เดินทะลุเมืองไปทางทิศเหนือ จ่ายเงินขึ้นไปเดินชมบนกำแพงได้ เห็นวิวชนบททัสคานี่แผ่กว้างและเห็นเมืองด้านในจากมุมสูงทั้งหมด ใช้เวลาชมไม่นาน แถมนอกเมืองมานิดแค่ 2 ..มีวัดเก่า Abbadia dell’Isola จากศตวรรษที่ 12 ให้ชมอีกด้วย

จากนั้นเราก็ขับรถไปโวลเเตร์ร่าโดยลดเลี้ยวไปตามเขา ชมทิวทัศน์สวยงามของแคว้นนี้ อากาศดีจริงๆสดชื่นสบายตาสบายใจอารมณ์มาก โวลแตร์ร่ามีคนขับรถมาเที่ยวเยอะอยู่ ทุกคนต้องจอดรถตามริมถนนรอบๆกำแพงเมืองแล้วเดินไต่เขาขึ้นไปเพราะเมืองอยู่บนยอดเขา เมืองขนาดไม่ใหญ่ เดินเที่ยวครึ่งวันก็ทั่ว ฉันว่าถึงแม้เมืองนี้จะมีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ยุค Etruscan (ยุคก่อนอิตาลี) และมีที่ตั้งและภูมิทัศน์ดี แต่ก็สวยน่ารักแค่ประมาณกลางๆแค่นั้น เราได้เข้าชม Palazzo dei Priori ที่ว่าการศาลากลางเมืองที่เก่ามากๆจากยุคกลาง ข้างในไม่ใหญ่มีจิตรกรรมฝาผนังและเพดานให้ชมนิดหน่อยแต่มีหอคอยสูงที่ปีนขึ้นไปชมวิวเมืองได้ น่าสนใจแต่ก็เป็นสถานที่สำคัญเพียงที่เดียวที่คุ้มกับการไปชมก็ว่าได้ ดังนั้นหากไปเที่ยวที่นี่ก็ไม่ต้องเผื่อเวลาไว้มาก ส่วนที่ว่าวังของราชวงศ์โวลตูรี่อยู่ตรงไหนอันนี้ไม่ปรากฏในสื่อท่องเที่ยวใดๆทั้งสิ้น เพราะนิยาย Twilight เป็นเรื่องแต่งล้วนๆนั่นเอง แถมตอนทำเป็นหนังยังไม่ได้ถ่ายทำที่นี่ด้วยซ้ำ แต่เป็นที่เมือง Montepulciano ในทัสคานี่แทน โธ่เล่ามาเสียยาว เกริ่นเข้าเรื่องเสียตื่นเต้น สรุปเมืองนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแวมไพร์เลย แต่คาดว่าเจ๊สเตฟานีคนแต่งคงจะมาเที่ยวแล้วเกิดแรงบันดาลใจกับลักษณะเมืองและภูมิทัศน์ที่ตั้งดูขลังกุ๊กกู๋ขนาดนั้น ยิ่งสำหรับคนอเมริกันเมืองแบบนี้ไม่มีให้เห็น คงจะประจำทับใจจนเอาไปเขียนนิยาย แต่ก็สนุกดีที่ได้มาเห็น

จากนั้นเราไปเที่ยวต่อเมือง San Gimignano ที่ว่ามีของแปลกไม่เหมือนเมืองอื่น น่าไปชมที่สุดในบรรดาสามเมือง

เมืองนี้อยู่ไม่ไกลเซียน่าเช่นกัน ขับรถไม่ถึงชั่วโมงดี ของแปลกของเมืองก็คือหอคอยทรงสี่เหลี่ยมสูงปรี๊ดใจกลางเมืองเก่าที่มีอยู่ 13 หอคอย เวลาขับรถมาตามถนนจากบนเขาเข้าสู่เมือง มองมาไกลๆจะเห็นกลุ่มอาคารในเมืองเก่าตั้งบนยอดเนินและมีหอคอยสูงเหมือนปล่องควันขนาดใหญ่ตั้งเสียดทะลุฟ้าเป็นแท่งๆหลายแท่ง แปลกตามาก ปกติเมืองหนึ่งจะมีหอคอยสูงๆสัก 1-2 หอก็ไม่แปลกแต่นี่มีเกินสิบ และเป็นหอคอยที่เจ้าของและคนสร้างเป็นชาวบ้านในเมืองด้วยไม่ใช่โบสถ์หรือหลวงสร้าง สมัยศตวรรษที่ 12-13 มีเศรษฐีอยู่ที่เมืองนี้เยอะเพราะเป็นเส้นทางแสวงบุญจากเหนือลงไปโรม คนมีเงินพวกนี้ก็สร้างหอคอยขึ้นมากันเป็นการอวดรวย ปัจจุบันนี้มีหอเดียวที่เปิดให้คนขึ้นชมได้คือ Torre Grossa ซึ่งแน่นอนฉันจะต้องปีนขึ้นไปชมอยู่แล้ว (มานี่สามวันปีนหอคอยบันไดร้อยๆขั้นวันละหลายรอบ) ข้างบนนอกจากเห็นวิวเมืองกว้างไกลและภูมิทัศน์รอบๆแล้วยังเห็นยอดหอคอยอันอื่นที่เราไม่ได้ขึ้นไปชมด้วยเพราะหออื่นเตี้ยกว่านี้ อันนี้แนะนำให้ปีนขึ้นไปชมเลย แถมตั๋วเข้ายังรวมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Museo Civico ข้างในตัวอาคารด้วย มีภาพวาดฝาผนังที่สวยงามและมีเรื่องราวให้ชมเพลินๆ ชิ้นที่ดังก็คือภาพวันแต่งงานของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มีการอาบน้ำด้วยกันและภาพในเตียงนอน วาดโดยศิลปินดังยุคนั้น ว่ากันว่าเป็นภาพที่ไม่เห็นบ่อยจากสมัยนั้น

ตรงลาน Piazza del Duomo นี้เป็นศูนย์กลางเมืองอย่างแท้จริง คนมานั่งตามบันไดกันคึกคักมาก รอบๆยังมีโบสถ์ Collegiata มี Pallazo Vecchio del Podesta ซึ่งมีหอคอยหอที่เก่าที่สุด ถนนที่พาดผ่านทะลุเมืองจากประตูเมืองหนึ่งไปอีกประตูหนึ่งนั้นมีร้านค้าแกลเลอรีร้านอาหารร้านขายอาหารของดีประจำเมือง (เห็ดทรัฟเฟิล ไส้กรอกแฮมเนื้อแห้งโดยเฉพาะซาลามี่หมูป่า เพราะแคว้นนี้นิยมกินหมูป่ามาก) และมีร้านไอศครีมเจลาโต้หลายร้าน ร้านหนึ่งขึ้นป้ายเสียใหญ่โตว่าเป็นไอศครีมที่อร่อยที่สุดในโลก (ชิมแล้วอร่อยแต่ไม่เหนือฟ้าที่สุดในโลกอะป้า) ร้านใกล้กันขึ้นป้ายว่าเป็นแชมป์โลกชนะเลิศการทำไอศครีม (ชิมแล้วเช่นกันก็อร่อยแต่ก็อาจเสียแชมป์ไปแล้วป่ะลุง) แต่เอาเถอะขึ้นชื่อว่าเจลาโต้ฉันทานได้หมดไม่อั้น

ตกเย็นเราเดินอ้อมด้านหลังไปชมพระอาทิตย์ตกบนหอคอย (อีกแล้วแต่อันนี้เตี้ยหน่อย) ในสวนสาธารณะที่มีต้นโอลีฟเต็มไปหมด แสงแดดสุดท้ายของวันอาบหอคอยทั้งหลายในเมืองสวยมากๆ นับเป็นการจบวันทัวร์เมืองเล็กในทัสคานี่ที่ยอดเยี่ยมมากก่อนที่เราจะไปทานอาหารร้านพื้นเมือง ทริปสั้นๆที่ได้ชมภูมิทัศน์ของทัสคานี่ในอากาศดีๆและเมืองเล็กๆนี้สนุกและมีความสุขเกินคาด สัญญากับตัวเองว่าต้องรีบกลับมาเก็บตกเมืองอื่นอีกเร็วๆนี้แน่นอน

NO COMMENTS