ความรักความชอบคนเรานั้นบางครั้งมันก็ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย สำหรับฉันนี่ไม่รู้เป็นอะไร Buenos Aires เมืองหลวงของอาร์เจนตินาแห่งนี้จึงมีมนต์เสน่ห์จับใจมาตลอด ตั้งแต่ก่อนมาครั้งแรกก็หลงใหลอยากมาเหลือเกิน ได้มาครั้งแรกก็ตกหลุมรักเต็มตัว มาครั้งที่สองก็รักยิ่งขึ้นไปอีก นี่มาครั้งที่สามแล้วก็ยังรักอยู่ ทั้งที่เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความสวยงามดีเลิศไปทุกอย่าง มันปนเปกันระหว่างความรุ่งเรืองในอดีตกับความช้ำชอกในปัจจุบัน ความร่ำรวยในสมัยก่อนกับความแร้นแค้นในสมัยนี้ แต่คงจะเป็นเพราะความขัดแย้งระหว่างอดีตกับปัจจุบันหรือความหวานปนเศร้าที่แยกออกจากกันไม่ได้แบบนี้ละมัง ที่มีเสน่ห์มัดใจฉันจนอยู่หมัดแบบนี้ เพราะฉันไม่ใช่คนที่แสวงหาความสวยงามเพียงด้านเดียว แต่ชอบความมีมิติ ความลุ่มลึก และความเข้มข้นของอารมณ์ความรู้สึก ประเทศและเมืองในโลกที่สามจึงมีเสน่ห์มัดใจฉันมากกว่าโลกที่หนึ่ง โดยเฉพาะละตินอเมริกาที่เข้มข้นไปทุกแง่ทุกมุม และอาร์เจนตินาที่ฉันพูดเสมอว่า เย้ายวนป่วนใจ

บัวโนสไอเรสมีสถาปัตยกรรมที่หรูหราอู้ฟู่เต็มเมืองไปหมด เป็นหลักฐานของความรุ่มรวยโอ่อ่าของอดีต ชาวอาเจนไทน์ภูมิใจในรากของความเป็นยุโรปของเขา ภูมิใจในอดีตที่เคยรุ่งเรือง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ในหลาย 10 ปีที่ผ่านมาประเทศนี้ช้ำชอกยับเยินมากในแง่เศรษฐกิจ เท่าไหร่ก็ฟื้นตัวไม่ได้สักที ยิ่งช่วงหลังโควิดมานี้ยิ่งแย่ลงไปอีก เงินเฟ้อมากมายมหาศาล ค่าครองชีพที่ถูกอยู่แล้วตอนนี้ก็ยิ่งถูกลงไปอีก คนที่ไม่มีรายได้ ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีงานทำ เยอะมาก เศรษฐกิจบอบช้ำอย่างน่าสงสาร มาเมืองนี้ทีไรฉันก็ชอบเดินดูบ้านเมืองตึกรามที่สวยงามของเขา ครั้งนี้มาครั้งที่สามก็เดินดูซ้ำๆไปในเส้นทางเดิมอย่างไม่เบื่อ และด้วยความรักก็อดสงสารเห็นใจไม่ได้ว่า ประเทศที่มีทรัพยากรยิ่งใหญ่สวยงามขนาดนี้น่าจะไปได้ดีกว่านี้ ใจกลางเมืองมีการประท้วงปิดถนนทุกวันเพราะเศรษฐกิจแย่และคนเดือดร้อนถึงที่สุด เห็นแล้วเศร้าใจมากๆ เท่าที่ทำได้ก็คือใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ทิปทุกอย่างทุกคนแบบไม่เสียดาย เจอคนวณิพกก็หยอดเงินให้ตลอด เพราะถึงอย่างไรคิดเป็นค่าเงินของเราแล้วก็ยังถูกมาก

วันที่ไปเป็นช่วงบอลโลก 2023 บังเอิญมีบอลอาร์เจนตินาเตะพอดี ฉันได้ไปนั่งดูในบาร์ร่วมกับคนท้องถิ่น เอาหัวใจเข้าไปวางข้างข้างๆเขาแล้วเชียร์ไปด้วยกัน สนุกมาก ดีใจที่สุดที่เขาชนะ เลิกบอลเดินออกมาบรรยากาศแห่งความสุขอบอวลทั่วไปหมดทั้งเมือง อาจจะเป็นความสุขชั่วคราวที่เป็นมายา แต่ฉันว่าเขาต้องการยามาชโลมใจเล็กๆน้อยๆอย่างมากในช่วงเวลานี้ บอกตรงๆเลยว่าตลอดชีวิตที่ดูบอลมาไม่เคยรักทีมชาติไหนเท่าอาร์เจนตินา และณ.วันนี้ยิ่งเชียร์ทีมฟ้าขาวยิ่งกว่าเดิมอย่างสุดตัวเพราะอยากให้เขาเป็นแชมป์โลก เนื่องด้วยเวลานี้ นั่นคงเป็นข่าวดีที่สุดที่ประเทศเขาจะมีได้

ทริปนี้ฉันได้ไปชมร้านขายหนังสือที่ National Geographic ยกย่องให้เป็นร้านหนังสือที่สวยที่สุดในโลกเมื่อปี 2019 นั่นคือร้าน El Ateneo Grand Splendid บนถนน Santa Fe ที่สวยขนาดนี้ก็เพราะว่าเดิมอาคารนี้คือโรงละคร ใช้จัดการแสดงคอนเสิร์ต การแสดง โชว์แทงโก้ และอื่นๆ โดยเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี 1919 มีความอลังการงานสร้างสมกับสไตล์หรูหราอู้ฟู่ของบัวโนสไอเรสในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดบนเพดานโดยศิลปินอิตาเลียน ผนังปูนปั้น ม่านสีแดง Box seats ที่นั่งโดยรอบ มีที่นั่งทั้งหมด 1050 ที่ ภายหลังต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์แต่ในที่สุดก็ปิดไป แล้วได้เปลี่ยนมือมาอยู่ในความครอบครองของเครือร้านหนังสือและโรงพิมพ์ใหญ่ของอาร์เจนตินา จึงได้ปรับปรุงโดยถอดเก้าอี้ที่นั่งออกไปทั้งหมดและแทนที่ด้วยชั้นหนังสือ แต่เก็บบรรยากาศและของตกแต่งอื่นๆเอาไว้เหมือนเดิม เวทีปรับเป็นคาเฟ่ สวยเก๋อย่าบอกใคร ปัจจุบันมีคนเข้ามาเยี่ยมชมร้านหนังสือนี้ถึงปีละกว่าล้านคน และจำนวนหนังสือที่ขายออกไปนั้นตกถึงปีละเกือบล้านเล่มทีเดียว

อีกแห่งที่ได้ไปเก็บตกคือพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเรียกเล่นสั้นๆว่า MALBA อันมาจากชื่อเต็มคือ Museo de Arte Latinoamericano de Buenos Aires ในภาษาสเปน หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Latin American Art Museum of Buenos Aires ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะของลาตินอเมริกา แถมยังเน้นงานที่เป็นโมเดิร์นอาร์ตของศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาด้วย ถูกใจใช่เลย เพราะฉันเป็นคนที่ชอบงานโมเดิร์นอาร์ตมาก แปลกใจตัวเองเหมือนกัน คือถ้าเป็นสถาปัตยกรรมฉันจะชอบตึกเก่าโบราณ แต่พอเป็นงานศิลปะกลับชอบของสมัยใหม่ ยิ่งงานใหม่ๆแนวคิดแปลกๆไม่เคยเห็นมาก่อนนี่ชอบมากเลย

พิพิธภัณฑ์นี้มีความตั้งใจที่จะจัดแสดงและโปรโมทงานของศิลปินจากละตินอเมริกาเท่านั้นโดยเฉพาะ มีขนาดไม่ใหญ่ ใช้เวลาดู 2 ชั่วโมงก็ครบถ้วน กำลังดีไม่เยอะเกินไปจนจุก ได้ใช้เวลาพินิจพิจารณาดูแต่ละชิ้นแบบไม่ต้องเร่งรีบ อาคารแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นงานจัดแสดงถาวร กับส่วนที่เป็นงานนิทรรศการหมุนเวียนเอางานของศิลปินต่างๆมาจัดแสดง ตอนที่ฉันไปนี้ส่วนนิทรรศการเป็นของศิลปินหญิงชาวบราซิลที่เกิดในอิตาลีแต่มาทำงานและสร้างผลงานตลอดชีวิตที่ริโอเดอจาเนโร เธอชื่อ Anna Maria Maiolino ส่วนนิทรรศการนั้นชื่อว่า Schhhiii… ฉันอยู่บราซิลมาตั้งสามปีไม่เคยรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเธอเลย แต่พอได้ไปดูผลงานแล้วโอ้โหถูกใจใช่เลย ประทับใจทุกชิ้น แต่ละเรื่องนี่ทั้งความสวยงามของภาพที่เห็น และทั้งแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังงาน ช่างลึกซึ้งแต่ว่าเรียบง่าย ฉันว่างานที่ดูง่ายนี่แหละมันผ่านกระบวนการคิดมาอย่างซับซ้อนแล้ว ถูกใจมากๆทุกชิ้นทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย งานตัดกระดาษแล้วประกอบกันเป็นชิ้นงานศิลปะ หรือศิลปะจัดวาง งานภาพเคลื่อนไหววิดีโอก็มี เธอใช้สื่อผสมได้ทุกอย่าง

ในส่วนที่เป็นการจัดแสดงถาวรก็มีงานของศิลปินที่น่าสนใจหลายชิ้น ทั้งภาพวาด สื่อผสม ภาพจัดวาง ศิลปินดังก็เช่น Diego Rivera และแน่นอนคนโปรดของฉันคือ Frida Kahlo มีภาพวาดของเธอคือภาพ Autorretrato con chango y loro หรือภาพเหมือนของตัวเธอเองกับลิงและนกแก้วที่เราคุ้นตากันอยู่ และภาพเหมือนตัวเธอเองที่มีดีเอโก้อยู่บนหน้าผาก ในส่วนที่จัดแสดงเล่าถึงศิลปินก็มีภาพของฟรีดาตอนที่ป่วยมากใกล้เสียชีวิตแล้ว กับมีภาพศพของเธอในโลงศพด้วย ซึ่งภาพนี้ฉันยังไม่เคยเห็นที่บ้านของเธอที่เม็กซิโกเลยด้วยซ้ำ

ใครไปบัวโนสไอเรสและชอบงานศิลปะโดยเฉพาะงานโมเดิร์นอาร์ต ฉันแนะนำให้แวะไปชมเลย

และเที่ยวเหนือฟ้าจะพลาดสุสานไปได้อย่างไร ต่อให้เคยมาแล้วก็ต้องกลับมาอีก เพราะนี่คือ La Recoleta Cemetery สุสานที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และที่สำคัญยังเป็นสุสานที่พักถาวรของบุคคลสำคัญมากมายของอาร์เจนตินา ทั้งอดีตประธานาธิบดี นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ฯลฯ รวมไปถึง Eva Peron หรือ Evita อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่โด่งดังด้วย สุสานแห่งนี้มีอายุครบ 200 ปีพอดีปีนี้ มีจำนวนหลุมศพทั้งหมดเกือบ 5000 หลุม และ 94 หลุมได้รับการประกาศรับรองเป็นอาคารอนุรักษ์แห่งชาติเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกหรอกเพราะดีไซน์แต่ละหลุมที่เห็นช่างโอ่อ่าอลังการ ใหญ่โตราวกับอนุสาวรีย์กลางเมืองหรือบ้านหลังเล็กๆทีเดียว ฉันแอบไปส่องดูหลายหลุมมีพื้นที่ข้างในกว้างขวางมากและมีบันไดลงไปใต้ดินได้อีก ส่วนมากหนึ่งหลุมจะเป็นของหนึ่งครอบครัวใช้ฝังร่วมกัน ยิ่งเป็นครอบครัวใหญ่มีความสำคัญก็จะยิ่งใหญ่โตโอ่อ่ามาก ดีไซน์นั้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนีโอโกธิค บาโร้ก อาร์ตนูโว อาร์ตเดโค่มีครบหมด และในสมัยก่อนนั้นถึงกับต้องขนส่งวัสดุก่อสร้างและหินอ่อนมาจากปารีสและมิลานกันทีเดียว

แต่สำหรับสุสานของ Evita นั้นกลับเรียบง่ายและอยู่ในซอยเล็กๆ ไม่ได้อยู่ตรงตำแหน่งที่ตั้งที่โดดเด่นสะดุดตาอะไร เธอถูกฝังรวมอยู่กับครอบครัวเดิมของเธอคือตระกูล Duarte ที่นี่ ถ้าไม่มีแผนที่หรือถ้าไม่เห็นคนมุงกันก็คงไม่รู้ว่านี่คือหลุมศพของเธอ อีกอย่างที่ทำให้รู้ก็คือมีดอกไม้มาวางกองเอาไว้มากมายผิดไปจากหลุมศพอื่น ฉันเคยมาที่นี่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว กลับมาอีกดอกไม้ก็ยังมีอยู่มากมายเหมือนเดิม ชัดเจนว่าเธอไม่เคยตายไปจากหัวใจของชาวอาร์เจนตินาเลย

ถามว่าทำไมร่างของเธอจึงมาฝังอยู่อย่างเรียบง่ายกับตระกูลเก่าทางฝั่งพ่อของเธอ แทนที่จะมีอนุสาวรีย์หรือฝังเคียงคู่กับประธานาธิบดีเปรอง มันคือความผันผวนทางการเมือง ศพของเธอเคยหายลึกลับไปถึง 16 ปีด้วยซ้ำ! ตอนที่เอวีต้า เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเธอมีอายุ 33 ปีเท่านั้น (แต่อายุทางการคือ 30 ปีเนื่องจากเธอกลับไปแก้ใบเกิดให้เด็กลงสามปีตอนที่ลงสมัครเป็นรองประธานาธิบดี เพราะไม่เช่นนั้นเธอจะเป็นลูกนอกกฎหมาย น่าจะขาดสิทธิ์อะไรบางอย่างค่ะ สมัยก่อนอาร์เจนตินามีกฎหมายว่าลูกนอกสมรสจะมีสิทธิทางกฎหมายไม่เท่ากับลูกในสมรส) ตอนนั้นเธอกำลังอยู่ในขาขึ้นทางการเมืองสูงสุด นอกจากจะมีตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีแล้วเธอยังได้รับการเสนอชื่อให้สมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีด้วยซึ่งเธอปฏิเสธ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณของอาร์เจนตินา” แต่เธอก็ต้องเสียชีวิตด้วยมะเร็งอย่างรวดเร็ว ประชาชนเศร้าโศกกันมาก ว่ากันว่าดอกไม้ทั้งประเทศไม่พอให้คนซื้อมาวางอาลัย ต้องนำเข้ามาเพิ่มเลยทีเดียว มีการสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โตมากที่จะบรรจุศพของเธอไว้ด้านล่าง ขณะที่กำลังก่อสร้างนั้น ประธานาธิบดีเปรองได้จัดการให้มีการรักษาศพของเธอเอาไว้ให้เหมือนคนนอนหลับโดยใช้ขี้ผึ้งอาบ และจัดแสดงให้คนมาเคารพศพได้ ปรากฏว่าสองปีผ่านไปการก่อสร้างอนุสาวรีย์ยังไม่ทันเสร็จ เกิดมีการปฏิวัติล้มล้างอำนาจประธานาธิบดีฮวน เปรองโดยทหาร เปรอง ต้องหนีออกนอกประเทศไป และศพของเอวีต้าที่จัดแสดงไว้ก็หายลึกลับไปอย่างไม่มีใครรู้ว่าไปไหนเป็นเวลาถึง 16 ปี

จนกระทั่งปี 1971 จึงได้มีการค้นพบว่าศพของเอวีต้าถูกฝังอยู่ในสุสานที่เมืองมิลานประเทศอิตาลีในชื่อ María Maggi โดยที่สภาพศพมีความเสียหายหลายส่วน ตอนนั้นประธานาธิบดีเปรองได้แต่งงานใหม่กับ Isabel ภรรยาคนที่สามแล้ว และอาศัยลี้ภัยอยู่ในสเปน จึงได้รับศพของเอวีต้ากลับคืนไป ว่ากันว่าเขาและอิซาเบลเอาศพของเอวีต้าตั้งเอาไว้ในห้องทานข้าวเลยทีเดียว จากนั้นในปี 1973 เปรองกลับมาอาร์เจนตินาและได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม แต่ว่าเพียงปีเดียวหลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิตลง อิซาเบล เปรอง ภรรยาคนที่สามซึ่งได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีในตอนนั้น ได้จัดการนำศพของเอวีต้ากลับมาอาร์เจนตินาแล้วให้ตั้งไว้คู่กับศพของประธานาธิบดีเปรอง จากนั้นในภายหลังศพของเอวีต้าก็ถูกนำไปฝังอยู่ในสุสานของตระกูล Duarte ที่ Recoleta นี่เอง และต่อมารัฐบาลก็เข้ามาออกแบบจัดการก่อสร้างหลุมศพนั้นให้ตรงพื้นมีประตูกลที่เปิดลงไปเป็นห้องเล็กๆ แล้วจากห้องเล็กนั้นก็มีประตูกลอีกชั้นหนึ่งเปิดลึกลงไปในห้องอีกห้องที่ศพของเอวีต้าอยู่ คงเพื่อป้องกันการขโมยอีกละมัง เธอจึงได้พักตลอดกาลอยู่ตรงนี้นี่เอง

ส่วนสายเดินชมตลาด สายของเก่า ก็ต้องไปตลาดฟลีมาร์เก็ตที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นั่นคือตลาดวันอาทิตย์ที่ San Telmo อันเป็นย่านที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองบัวโนสไอเรส ตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็นจะมีร้านค้ามาออกร้านกันมากมายโดยที่มีใจกลางอยู่ตรงลาน Plaza Dorrego และขยายออกไปตามถนนโดยรอบถึง 10 กว่าช่วงตึกทีเดียว ของที่มาขายส่วนมากเป็นของเก่า แสดงให้เห็นถึงชีวิตหรูหรารุ่มรวยของบัวโนสไอเรสในอดีต พวกแก้วคริสตัล จานชาม ช้อนส้อมสวยงามมากมายน่าซื้อไปหมดเลย และที่มีมากมายไม่เหมือนที่ไหนน่าจะเป็นขวดน้ำโซดาโบราณสีฟ้าเขียว และป้ายเพ้นท์มือสีสันสดใสอันเป็นสัญลักษณ์ของบัวโนสไอเรส เครื่องประดับโบราณเครื่องแต่งตัวมือสองก็มีมาก ส่วนตัวฉันว่าข้าวของที่ตลาดนี้มีสวยๆไม่เหมือนใครเป็นที่สุด ถูกจริตเหนือฟ้ามาก

ร้านขายของเก่าในตึกโดยรอบก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ร้านพวกนี้ไม่ได้เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ มาวันอื่นก็ได้ ในย่านนี้ตึกเก่าสวยมาก บางตึกก็เอามาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ร้านไหนเข้าได้ฉันก็เดินเข้าแทบหมดด้วยความที่อยากเข้าไปดูสถาปัตยกรรมตัวอาคารด้านใน สำหรับใครที่ไม่ชอบช้อปปิ้งรับรองว่ามาเดินก็จะสนุกเช่นกัน เพราะมีอะไรให้ดูตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเปิดหมวกบนถนน ดนตรี บรรยากาศย้อนยุคดูโรแมนติกเย้ายวนป่วนใจมาก หรือจะแค่มาเดินดูผู้คนก็สนุกแล้ว ฉันมาบัวโนสไอเรสสามครั้งต้องมาตลาดนี้ทุกครั้งไปไม่เคยเบื่อเลย เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่พลาดไม่ได้ของบัวโนสไอเรสจริงๆ

สุดท้ายก่อนจบทริป ฉันขอไปเที่ยวชมอะไรใหม่ๆ เสียหน่อย เพราะเคยมาอาร์เจนตินาก่อนหน้าครั้งนี้ก็สองครั้งแล้ว ทุกครั้งได้แต่เที่ยววนเวียนอยู่แถวบัวโนสไอเรส ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ไปที่ซ้ำๆ หลายแห่ง ฉันเคยคิดอยากจะไปพักในไร่ในฟาร์มม้าฟาร์มวัวของอาร์เจนตินาที่เขาเรียกว่า Estancia มานานมากๆแต่ยังไม่เคยได้จัดเสียที ครั้งนี้จังหวะดี หาได้ฟาร์มหนึ่งที่ขับรถออกจากตัวเมืองไปเพียง 1 ชั่วโมงนิดๆ จึงขอจัดไปใช้ชีวิตในไร่เป็นคาวบอยอาร์เจนตินากันเสียเลย

ฟาร์มนี้ชื่อ Estancia La Bandada เป็นโรงแรมที่พักพร้อมอาหารสามมื้อ ตัวตึกสีชมพูชั้นเดียวอยู่ตรงใจกลางพื้นที่กว้างใหญ่ ข้างในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบโคโลเนียลย้อนยุคโรแมนติกมากๆ ห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่ตกแต่งแบบที่ฉันชอบ มีหน้าต่างใหญ่มองออกไปเห็นสนามหญ้าและสระว่ายน้ำด้านนอก เราไปถึงตอนเวลาอาหารกลางวันพอดี จึงเริ่มต้นด้วยการรับประทานก่อนเลย เขาจัดโต๊ะกินข้าวอยู่ใต้ชายคาด้านนอกตึก มองโล่งออกไปเห็นสนาม บรรยากาศดีสุดๆส่วนอาหารก็น่ากินมากๆ เสิร์ฟมาในจานเปลทำด้วยไม้ ภาชนะอุปกรณ์เป็นของเก่าที่ไม่เข้าชุดกันเลยแต่พอมาวางรวมใช้ด้วยกันแล้วเก๋มาก อาหารนั้นเริ่มต้นมาด้วย Empanada ไส้เนื้อสับ เหมือนกะหรี่ปั๊บไส้เนื้อแต่ไม่ใส่ผงกะหรี่ เอ็มปานาด้านี้ไปไหนๆก็มีให้ซื้อกิน จะกินเป็นของว่าง ของขบเคี้ยวก็ได้ และร้านอาหารมักจะเสิร์ฟมาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยจานแรก จากนั้นสลัดมาวาง แล้วบรรดาเนื้อต่างๆก็ทยอยมาทีละคอร์ส เริ่มต้นโดยไส้กรอกก่อน แล้วตามมาด้วยซี่โครงเนื้อวัวที่ย่างช้าๆเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนเนื้อนิ่มเปื่อย แน่นอนต้องเสิร์ฟเคียงมาคู่กับซอส Chimichurri สูตรดั้งเดิมของประเทศนี้และซาลซ่ามะเขือเทศหัวหอมสับเปรี้ยวๆ แค่นี้ก็จุกจนกินต่อไม่ไหวแล้ว เนื้อยังเหลือแต่พ่อครัวเดินมาบอกว่ายังมีไก่ย่างกับหมูย่างอีก เราบอกโอ้ยไม่ไหวแล้ว เขาก็คะยั้นคะยอ สุดท้ายยอมให้ยกเลิกไก่แต่บอกว่ายังไงก็ต้องชิมหมูซึ่งเป็นเนื้อส่วนที่ซ่อนอยู่แถวพุงแต่ไม่ติดมันมาก เป็นเส้นยาวเรียวเล็กๆ ได้ชิมแล้วดีใจมากที่ได้กินแม้จะอิ่มเพราะยังไม่เคยกินเนื้อส่วนนี้เลย และอร่อยมากๆ เขาบอกชื่อมาเป็นภาษาสเปนแต่ลืมเสียแล้ว

ตกบ่ายอิ่มจนทำอะไรไม่ไหวได้แต่นั่งๆนอนๆอ่านหนังสือริมสระว่ายน้ำและในสวน ยังไม่ทันย่อยหมดบ่าย 5 โมงเย็นยกชากับบรรดาขนมมาเสิร์ฟอีกแล้ว พอ 6 โมงเย็นเราก็ไปขี่ม้ากันโดยที่เขามีม้าที่เชื่องมากและขี่ง่าย ต่อให้คนไม่เคยขี่ม้าก็นั่งไปได้ เจ้าหน้าที่สองคนพาขี่เดินเหยาะๆเล่นไปในป่าและฟาร์ม ชมบรรยากาศเห็นสัตว์ต่างๆที่เขาเลี้ยง เช่นวัว ม้า แกะ แพะ และตัวลามะ ถ้าใครอยากเรียนหัดทำเอ็มปานาด้าเขาก็สอนให้ทำได้ ทั้งหมดรวมอยู่ในค่าห้องแล้ว

มื้อเย็นเขาจัดให้ดินเนอร์ด้านในตัวตึก ได้บรรยากาศโรแมนติกใต้แสงเทียนไปอีกแบบ แต่ว่าฉันกินอะไรไม่ไหวแล้ว เสียดายมากๆได้แต่ชิมแล้วต้องส่งคืนทั้งที่เขาทำมาดีเหลือเกิน ทั้งจานแรกและจานหลักก็เป็นเนื้อวัวอีก คนชาติอาร์เจนตินานี่บริโภคเนื้อวัวเยอะที่สุดในโลก ตกถึงคนละ 60 กิโลกรัมต่อปีทีเดียว เขาว่าในอดีตเคยสูงถึง 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปีนั้นเลย และถ้าถาม ฉันก็ว่าสเต็กอาร์เจนตินานี่แหละอร่อยที่สุดในโลก ไปครั้งนี้ฉันยังต้องยอมกินเนื้อแทบทุกวันเลย มันอร่อยมากๆ อร่อยชนะชาติอื่นแบบเด็ดขาดชัดเจน

อาหารเช้าก็จัดเต็มมาอีก จัดมาสวยงามน่ากินมากๆ  บรรยากาศนั่งกินตอนสายๆแดดอ่อนๆ มองออกไปเห็นชาวฟาร์มขับรถแทร็กเตอร์ตัดหญ้าอยู่ลิบๆริมสนาม น้องหมาประจำฟาร์มที่คอยช่วยดูแลม้าและแกะก็มาป้วนเปี้ยนอยู่ต้อนรับเราอย่างเจ้าบ้านที่ดี ได้ไปใช้ชีวิต Gaucho หรือคาวบอยในบรรยากาศสบายๆในฟาร์มม้าของอาร์เจนตินาอย่างที่ฉันเคยฝันเอาไว้

เหมือนว่าประสบการณ์ที่บัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนติน่าที่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงเสมอคงจะครบจบถ้วนแล้ว แต่เชื่อเถอะว่า มีโอกาสเมื่อไรฉันก็จะมาอีก และคงจะหาเรื่องให้หัวใจเต้นแรงได้อีกเหมือนเดิม

NO COMMENTS