ประเทศไซปรัส หรือ Republic of Cyprus นี้หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อกันอยู่ แต่ก็อาจจะงงอย่างที่ฉันเคยงงว่า ตกลงมันเป็นประเทศอิสระหรือเป็นส่วนหนึ่งของกรีซหรือตุรกีกันแน่ แล้วทำไมเขาถึงขับรถพวงมาลัยขวาเหมือนอังกฤษ และคนก็พูดสำเนียงอังกฤษ แล้วตกลงมันตั้งอยู่ในทวีปยุโรปหรือเอเชียกันแน่ เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันพาไปเที่ยวและทำความเข้าใจแบบย่อๆ ก็แล้วกัน

ไซปรัสเป็นเกาะอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ทางใต้ของประเทศตุรกีและอยู่ทางตะวันออกของประเทศกรีซ ในอดีตโบราณเคยผ่านมือการปกครองมาหมดแล้วแทบทุกจักรวรรดิ ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ โรมัน เปอร์เซีย ออตโตมัน รวมทั้งอเล็กซานเดอร์มหาราช ในยุคใหม่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษและได้รับอิสรภาพในปี 1960 ปัจจุบันจึงนับเป็นประเทศอิสระ และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเมื่อปี 2004 แต่ความน่างงและวุ่นวายมันอยู่ตรงที่การเมืองภายในประเทศอันเรื้อรังต่อเนื่องมานานในอดีตที่จะแบ่งแยกดินแดนกันกับตุรกีนี่แหละ จนกระทั่งเมื่อปี 1983 พลเมืองไซปรัสเชื้อชาติตุรกีได้ประกาศให้ดินแดนทางตอนเหนือ ซึ่งกินพื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของเกาะไซปรัส แยกออกเป็นรัฐส่วนหนึ่งของประเทศตุรกี ซึ่งแม้ในปัจจุบันนี้นานาประเทศรวมทั้งองค์การสหประชาชาติก็ไม่ยอมรับการประกาศเป็นอิสระนั้น มันก็เลยมีความกำกวมตกลงกันไม่ได้มาจนถึงปัจจุบันนี้ และมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นฉนวนของสหประชาชาติระหว่างสองเขตแดนอยู่ สำหรับคนทั่วไปและนักเดินทางเวลาพูดถึงไซปรัสก็จะเรียกกันง่ายๆว่าเป็นไซปรัสฝั่งกรีซหรือไซปรัสฝั่งตุรกี นี่เองเป็นที่มาของความงงงวยเบื้องต้นว่ามันเกี่ยวอะไรกับสองประเทศนั้นด้วย และสำหรับตำแหน่งที่ตั้งประเทศนั้น ถึงแม้ไซปรัสจะเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป แต่ถ้าดูทางภูมิศาสตร์แล้วกลับตั้งอยู่ในทวีปเอเชียเสียนั่น นั่นเองคือที่มาของความงงนั้นที่เราก็กระจ่างในวันนี้

ไซปรัสมีเมืองใหญ่ 3 เมือง คือ Nicosia เมืองหลวงซึ่งอยู่ติดดินแดนอิสระของตุรกีทางเหนือ และตัวเมืองเองก็ถูกแบ่งครึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตุรกีและส่วนหนึ่งของไซปรัสเอง เมือง Larnaca ที่ฉันบินมาลง กับเมือง Paphos ที่มาพักอยู่ 4 คืน ตอนแรกที่วางแผนมาทริปนี้ฉันกะจะมานั่งๆ นอนๆ ตากแดดริมทะเลสีฟ้าสดให้ชุ่มฉ่ำใจไม่ทำอะไรมาก แต่พอเริ่มวางแผนก็พบว่าไซปรัสมีซากปรักหักพังโบราณและสถานที่ๆ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกอยู่มากมาย เรียกว่ามากจนไม่น่าเชื่อ เท่านั้นแหละ ต่อมความอยากรู้อยากเห็นก็ทำงานพลุ่งพล่าน ว้าวุ่นใจว่าเพียงแค่ห้าวันจะไปเที่ยวได้ทั่วอย่างไร จะให้ตะลอนอัดเต็มทั้งห้าวันก็เสียดายโรงแรมริมทะเลที่วางแผนมานอนอืด สุดท้ายจึงตัดใจฉับ เลือกชมเฉพาะบางสถานที่ และเก็บเวลาหลายชั่วโมงสำหรับทุกวันเอาไว้นอนเล่นริมทะเล ซึ่งก็นับว่าเหมาะสมมาก เพราะอากาศร้อนและแดดแรงขนาดนี้ช่วงกลางวันไม่สามารถออกไปเดินกลางแจ้งได้นานเท่าไหร่เลย พอสักบ่าย 3 โมงหรือ 4 โมงก็ต้องรีบกลับมาอาบน้ำที่โรงแรมแล้วไปนอนกลิ้งริมทะเลพักเหนื่อยทุกวัน

ไซปรัสนี้มีมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดย UNESCO อยู่ 3 แห่ง แต่อันที่จริงจะเรียกว่า 3 แห่งก็ไม่ถูกหรอก เรียกว่า 3 กลุ่มดีกว่า เพราะว่าในแต่ละกลุ่มนั้นมีสถานที่ย่อยแตกออกไปอีกมากมายหลายแห่ง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ได้เรียนรู้จากทริปนี้ยิ่งรู้ก็ยิ่งสนุก แต่ขอเล่าให้ฟังแบบย่นย่อก็แล้วกันไม่อย่างนั้นมันจะต้องพิมพ์เป็นหนังสือแน่ๆ

มรดกโลกแห่งแรกคือเมือง Paphos เมืองโบราณที่มีหลักฐานว่ามีคนอาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคหินใหม่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะซึ่งฉันใช้เป็นฐานในการพักตลอดทั้ง 5 วันนี้ มีความเชื่อกันว่า พาฟอซคือเมืองเกิดของเทพ Aphrodite หรือ Venus สถานที่ๆขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหลายแห่งในบริเวณเมืองพาฟอซนี้จึงล้วนแต่เกี่ยวข้องกับอะโฟรดิติ แต่สถานที่แรกที่ฉันรีบไปชมเป็นแห่งแรกเมื่อมาถึงกลับยังไม่ใช่สถานที่ๆเกี่ยวกับเทพอะโฟรดิติโดยตรง แต่คือ Tombs of the Kings ที่อยู่ทางเหนือของเมือง ขึ้นชื่อว่าสุสานและหลุมศพละก็ ฉันจะต้องรีบวิ่งไปชมเป็นแห่งแรก ต่อให้สถานที่อื่นสำคัญกว่าก็เถอะ

Tombs of the Kings นี้เป็นหลุมศพโบราณเจาะลงไปอยู่ใต้ดินริมทะเล กินพื้นที่กว้างมาก เก่าแก่ถึง 400 ปีก่อนคริสตศักราชทีเดียว เป็นที่ฝังศพของพวกขุนนางและชนชั้นสูงสมัยเก่า แต่ว่าไม่ได้ใช้ฝังศพของกษัตริย์อย่างชื่อที่เรียก ชื่อ Tombs of the Kings นั้นเป็นเพราะความใหญ่โตอลังการของมันมากกว่า ซากปรักหักพังที่เหลือให้เห็นอยู่นี้ อย่าคาดหวังว่าจะมีสีสันตื่นตาตื่นใจหรือสมบูรณ์แบบอย่างกับที่อียิปต์ ตุรกี หรือกรีซบางแห่ง เพราะเขาไม่ได้บูรณะทั้งหมดให้เราเห็นภาพ แต่เก็บเอาไว้เป็นซากอย่างเดิมๆเลย เวลาไปชมต้องใช้จินตนาการพอสมควร พื้นที่บนเนินริมทะเลสีน้ำตาลกว้างใหญ่นั้นโล่งและร้อนมากสำหรับการมาเที่ยวหน้าร้อน เราต้องเดินไปตามซากปรักหักพังและปีนป่ายมุดลงไปชมในแต่ละส่วน ซึ่งจะเห็นช่องเป็นซองที่ใช้เก็บศพเล็กใหญ่มากมายตามกำแพง บางหลุมมีบ่อน้ำหรือลานที่บูชาเทพเจ้าด้วย บางหลุมมีภาพวาดฝาผนัง มีซากของเสาแบบกรีกให้เห็น เขาว่าที่สภาพที่เหลือนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักอาจจะเป็นเพราะเคยมีคนมาขุดขโมยสมบัติไป หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าที่ตั้งอยู่ติดทะเลจึงทรุดโทรมไปก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ดี เท่าที่ได้เดินชมและเห็นก็สนุกมาก สมกับเป็นมรดกโลกจริงๆ

สถานที่อีกแห่งที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกในเมืองพาฟอซนี้ก็คือ Paphos Castle เป็นป้อมหอคอยสี่เหลี่ยมอยู่ริมทะเลตรงท่าเรือของเมืองเก่าเลย ด้านในมีนิทรรศการเกี่ยวกับนิเวศวิทยาทางทะเลให้ชม และสามารถปีนขึ้นไปชมบนป้อมได้ สำหรับฉันนั้นชอบดูสถาปัตยกรรมโบราณมากกว่าจึงใช้เวลาดูนิทรรศการไม่นานมาก แต่เน้นการสำรวจหอคอยมากกว่า ข้างในมีคุกโบราณด้วย

ชมหอคอยและสุสานกลางแดดเปรี้ยงเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนหมดแรง เราก็ขับรถขึ้นไปชมชายหาดอยู่ไม่ไกลชื่อ Coral Bay เป็นหาดสาธารณะที่คนมานอนอาบแดดเล่นน้ำกัน มีร่มกางอยู่เต็มหาดแต่ช่วงนี้เงียบเหงาทีเดียว เราเจอ Beach bar แห่งหนึ่งอยู่ริมทะเล นั่งสบายมีเครื่องดื่มและอาหารดูดีจึงนั่งพักเหนื่อยชมวิวชิลล์ๆ ดูชายหาดแถวนี้ยามบ่ายอยู่พักใหญ่

มาพาฟอซก็จะต้องคุยกันเรื่องเทวดากรีก Aphrodite อันเรื่องทั้งหลายที่เกี่ยวกับเทวดากรีกนี้ ฉันชอบมากๆ แต่ว่าไม่มีความรู้เท่าไรเพราะเป็นเด็กวิทย์ ไม่เคยต้องเรียน ใฝ่ฝันอยากจะอ่าน Iliad ของ Homer ให้จบทุกตัวอักษรมาตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จเสียทีจนบัดนี้ ได้แต่เก็บเกี่ยวความรู้เอาเวลาท่องเที่ยวเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เอาเรื่องมาปะติดปะต่อกัน ถูกบ้างผิดบ้าง ก็เทวดาพวกนี้มีจำนวนมากเหลือเกิน แต่ละคนก็มีหลายชื่อ กรีกกับโรมันก็เรียกชื่อไม่เหมือนกัน แล้วยังเกี่ยวดองโยงกันไปมาอีกหลายขั้นซับซ้อน ดังนั้นถ้าเรื่องที่เล่านี้ไม่ถูกต้องเป๊ะหรืออย่างไรก็ขออภัยไว้ล่วงหน้า

ไซปรัสนี้เชื่อว่าเป็นที่เกิดของ Aphrodite (ชื่อกรีก) หรือ Venus (ชื่อโรมัน) เทพแห่งความสวยงาม ความรัก ความสำราญ และความลุ่มหลง และยังเป็นเทวีแห่งการสงครามอีกด้วย สถานที่สำคัญหลายแห่งบนเกาะนี้จึงมีความเกี่ยวข้องกับเทพอะโฟรดิติ และหลายแห่งก็ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ฉันได้ไปชมมาหลายแห่ง แต่ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะโฟรดิติสั้นๆซักนิด

อะโฟรดิติเกิดจากฟองสมุทรตรงที่ๆ อวัยวะเพศของเทพ Uranus ถูกตัดแล้วโยนทิ้งทะเลไป (คำว่า aphrós แปลว่า“ฟอง” ซึ่งก็กลายมาเป็นชื่อของนาง) บริเวณนี้ก็คือโขดหินที่เรียกกันว่า Aphrodite’s Rock ชานเมือง Paphos นี่เอง ฉันได้ไปชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ มีชายหาดเป็นหินก้อนกรวดที่มีคนมาอาบแดดนอนเล่นกันบ้าง แต่ส่วนมากจะมาถ่ายรูปและเดินเล่นชมโขดหินนี้มากกว่า เขาว่ากันว่าหากใครได้ว่ายน้ำรอบโขดหินนี้แล้วจะได้รับพรให้สวยหล่อไปชั่วกัลปาวสานเลย

แต่ในเรื่อง Iliad ของ Homer นี้บอกว่าอะโฟรดิติเป็นลูกของเทพ Zeus ดับ Dione และบางความเชื่อก็ว่านางเกิดที่เกาะ Cythera ของกรีกไม่ใช่ไซปรัส แต่อย่างไรก็ดีนางมีความสำคัญมากสำหรับไซปรัสทั้งในแง่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ และความภาคภูมิใจของคนปัจจุบัน เพราะเขาบูชานับถือกันมาเป็นพันปี และยังมีเทศกาลเฉลิมฉลองบูชากันอยู่ในฤดูร้อนจนปัจจุบัน  อะโฟรดิติมีสวามีคือ Hephaestus แต่นางก็มีชู้รักหลายคน เช่น Ares และ Adonis ผู้ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตัวเองด้วย นางเป็นเทพที่มีบทบาทมากทีเดียว รวมทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสงคราม Trojan ด้วย เรื่องของนางยังมีอีกเยอะ แต่ขอเล่าย่อๆ พอหอมปากหอมคอเท่านี้ก่อน

นอกจาก Petra tou Romiou หรือ Aphrodite’s Rock หินที่เกิดของนางแล้ว ฉันก็ได้ไปชม Sanctuary of Aphrodite ซากเมืองโบราณปรักหักพังซึ่งเป็นสถานที่บูชาอะโฟรดิติที่เก่าแก่ย้อนไปตั้งแต่ยุค Phoenician ก่อนสมัยกรีกเสียอีก ที่นี่มีส่วนซากเมืองซึ่งยังขุดขึ้นมาได้ไม่หมด ซากโบราณที่ไซปรัสนี่ส่วนมากเขาจะไม่ประกอบขึ้นมาใหม่แต่ทิ้งเอาไว้เป็นซากอย่างนั้นให้ต้องใช้จินตนาการกันเสียเยอะ แต่ที่นี่มีส่วนที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาจัดนิทรรศการให้ดูสิ่งของต่างๆ ที่ขุดค้นพบในบริเวณนี้ และมีห้องให้ดูสารคดีประวัติศาสตร์ด้วย ตรงที่ฉันชอบก็คืออ่างอาบน้ำโบราณที่แกะจากหิน เพราะตรงก้นเขาทำเป็นยกชั้นคล้ายเก้าอี้เตี้ยๆให้นั่งอยู่ในอ่าง และยังมีติ่งเป็นที่วางฟองน้ำขัดตัวอีกด้วย แลดูทันสมัยมากไม่อยากจะเชื่อว่าอายุหลายพันปี

สถานที่มรดกโลก UNESCO ของไซปรัสที่เมือง Paphos นี้ยังมีที่ต้องไปชมอีก คือ Nea Paphos Archeological Park อยู่ใจกลางเมืองเลย สะดวกมาก ที่นี่กินพื้นที่กว้างทีเดียว เขาขุดขึ้นมาเป็นเมืองใหญ่พอควร มีส่วนที่เป็นบ้านเรือน ตลาด ป้อมปราการ โรงละคร แต่ทีเด็ดของที่นี่คือ Mosaic หรือกระเบื้องจิ๋วปูพื้นที่ว่ากันว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทีเดียว

ฉันชอบเจ้าโมเสคแบบนี้มาก และเห็นที่สวยๆ มาเยอะ ทั้งที่อิตาลี กรีก จอร์แดน ฯลฯ จึงต้องไปดูเสียหน่อยว่าของไซปรัสนี่สมคำโฆษณาไหม ในบริเวณโบราณสถานนี้ มีโมเสคอยู่ที่วิลล่า 4 แห่ง คือ House of Dionysus, House of Aion, House of Orpheus แต่โมเสคที่สวยที่สุดคือที่ House of Theseus เพราะเขาบูรณะโดยเก็บเอากระเบื้องจิ๋วที่ขุดเจอนี้ขึ้นมาปะติดปะต่อกันใหม่ให้เป็นภาพอย่างเดิม เต็มพื้นเป็นวงกลมใหญ่จนเกือบจะสมบูรณ์ เป็นรูป Theseus กำลังต่อสู้จะฆ่า Minotaur สัตว์ในนิยายที่มีตัวเป็นคนและมีหัวเป็นวัว และมีอีกห้องหนึ่งปูโมเสคเต็มพื้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าใหญ่มาก เป็นรูปการอาบน้ำครั้งแรกของ Achilles โดยที่เทพ Thetis ผู้เป็นแม่กำลังอุ้มอยู่ หลายคนคงรู้จักเรื่องประวัติของเทพอะคีลิสนี้ดีแล้ว ที่ว่า Thetis ต้องการให้ลูกเก่งกล้าสู้รบไม่แพ้ใครจึงเอาอะคีลิสไปอาบน้ำอมฤตที่แม่น้ำ Styx ซึ่งว่ากันว่าถ้าใครอาบน้ำนี้แล้วจะเป็นอมตะฆ่าไม่ตาย แต่ตอนที่นางจุ่มอะคีลิสลงไปในแม่น้ำทั้งตัวนั้น นางจับข้อเท้าอะคีลิสเอาไว้ น้ำอมฤตนั้นจึงอาบโดนอะคีลิสทั่วทั้งตัวยกเว้นเพียงจุดเดียวคือจุดตรงที่ข้อเท้าโดนมือนางจับอยู่ อะคีลิสเติบโตเป็นนักรบที่เก่งกล้าไม่สามารถมีใครฆ่าได้ แต่ในสงคราม Trojan นั้น อะคีลิสก็ถูกฆ่าตายโดยคมธนูของ Paris ซึ่งยิงเล็งออกไปโดนตรงข้อเท้าของอะคิลิสพอดี (รู้สึกว่าเทพอพอลโลจะไปกระซิบบอกความลับเกี่ยวกับจุดอ่อนของอะคีลิสนี้ให้ปารีสรู้) ฝรั่งจึงมีสำนวน Achilles’ heel ใช้กันโดยหมายถึง “จุดอ่อน” นั่นเอง

กลับเข้าเรื่องกระเบื้องโมเสค กระเบื้องรูปอะคีลิสนี้น่าเสียดายที่โดนขโมยแซะหายไปตรงเฉพาะรูปทารกอะคีลิสพอดี จึงว่างโบ๋เป็นรูกลมอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นในส่วนอื่นที่เหลือก็ยังนับว่าสมบูรณ์อยู่มากและมีขนาดใหญ่ทีเดียว โมเสคในวิลล่าอื่นๆอีกทั้ง 3 แห่งก็สวยสมรางวัลมรดกโลกยูเนสโกจริงๆ และที่สะดวกก็คือวิลล่าทั้ง 4 แห่งนี้อยู่ในบริเวณติดๆกันทำให้เดินเที่ยวชมได้ในกระจุกเดียวไม่ต้องเดินไกล โดยเฉพาะเวลาแดดที่ร้อนเช่นนี้ ถ้าใครสนใจและชอบดูซากปรักหักพังอย่างฉันก็คงจะยิ่งสนุก เพราะนอกจากโมเสคแล้วยังจะได้เห็นฐานโครงสร้างของอาคารโบราณให้จินตนาการว่าห้องหับการใช้งานของเขาเคยเป็นอย่างไร ส่วนมากอาคารในสมัยกรีกนี้จะมีห้องโถงอันเป็นส่วนสำคัญที่สร้างเป็นแบบ Peristyle ซึ่งหมายถึงคอร์ทยาร์ดตรงกลางที่เปิดโล่งไม่มีหลังคา และรอบๆ 4 ด้านนั้นก็จะทำเป็นส่วนที่เดินวนได้รอบมีหลังคาคลุม (Portico) โดยที่มีเสาคอลัมน์แบบกรีกค้ำเรียงเว้นระยะกันทั้ง 4 ด้าน ส่วนคอร์ทยาร์ดตรงกลางที่โล่งนี้แหละที่มักจะมีการปูโมเสคบนพื้นเป็นภาพลวดลายอลังการอย่างที่โบราณสถานหลายแห่งขุดค้นพบและเหลือให้เราชมอยู่จนบัดนี้

ชมมรดกโลกในเมืองพาฟอซจนทั่วแล้ว ฉันขอแถมมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Larnaca อันนี้ฉันไปชมตอนขากลับก่อนเข้าสนามบิน สะดวกมาก เพราะอยู่ติดไฮเวย์เลย และใช้เวลาเที่ยวไม่นานมาก มรดกโลกอันนี้ชื่อ Khirokitia หรือ Choirokoitia เป็นหมู่บ้านโบราณตั้งแต่ยุคหินใหม่ มีนักโบราณคดีขุดค้นพบฐานความแปลกของกลุ่มบ้านพวกนี้ คือตัวบ้านมีลักษณะเป็นทรงกลม ด้านในเป็นห้องๆเดียวแต่อาจจะมีส่วนกั้นเป็นกำแพงเตี้ยๆ และมีการขุดพบว่าเขาฝังคนที่ตายแล้วเอาไว้ในพื้นดินในบ้านเลยด้วย หมู่บ้านนี้มีขนาดใหญ่มากพอควร ขุดเจอฐานหินเป็นทรงกลมของบ้านอยู่เรียงติดๆ กันมากมาย ทั้งหมู่บ้านคาดว่าเคยมีคนอยู่อาศัยถึง 600 คน เขาก่อสร้างจำลองบ้านสี่หลังบนฐานเดิมให้เราได้เห็นภาพด้วยว่าแต่ก่อนเคยมีลักษณะอย่างไร ดูแปลกตาแตกต่างออกไปอีกแบบ และความน่าทึ่งของหมู่บ้านนี้ก็คือ มันมีอายุที่เก่าแก่มากถึงยุคหินใหม่ทีเดียว ฉันเข้าใจว่าในยุคหินใหม่นั้นพวกเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำแบบมนุษย์หินฟลิ้นท์สโตนอยู่เลย ไม่คาดคิดว่าเรามีความสามารถในการสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นเป็นบ้านเรือนแล้ว และที่สำคัญมีการรวมกลุ่มกันอยู่เป็นสังคมแล้วด้วย เป็นอีกแห่งที่น่าทึ่งมากจนได้เป็นมรดกโลกแยกออกมาแห่งเดียวไม่รวมกับใคร ถือเป็น 1 ใน 3 มรดกโลกของประเทศไซปรัสทีเดียว

NO COMMENTS