ลิทัวเนียเป็นประเทศที่อยู่ติดทะเล Baltic มีพลเมืองไม่ถึง 3 ล้านคน และแถมยังมีอัตราประชากรที่ลดลงเร็วที่สุดในโลกอันดับต้นๆ อีกเสียด้วย เพราะนอกจากอัตราการเกิดจะน้อยแล้วคนยังย้ายออกนอกประเทศกันเสียมาก ทั้งที่จะว่าไปแล้วลิทัวเนียเป็นหนึ่งในประเทศในยุโรปตะวันออกที่มีเศรษฐกิจที่ดีที่สุด และคนก็มีคุณภาพอีกด้วย ความที่ลิทัวเนียมีขนาดเล็กและเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียมาก่อน เราจึงมักนึกว่าประเทศนี้ไม่มีความสำคัญหรือมีประวัติศาสตร์อะไรมากไปกว่าประเทศรัสเซียเก่า แต่อันที่จริงแล้วลิทัวเนียเคยเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปทีเดียว ในศตวรรษที่ 14 อาณาจักรเขากินพื้นที่ไปถึงโปแลนด์ ยูเครน เบลารุส และในศตวรรษที่ 16 ก็ได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการเป็นเครือจักรโปแลนด์–ลิทัวเนีย ที่นับว่าเป็นมหาอำนาจแห่งหนึ่งของยุโรปทีเดียว


ต่อมาเมื่อถูกควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของจักรวรรดิรัสเซียหรือสหภาพโซเวียต ลิทัวเนียไม่เคยเต็มใจ และมีการประกาศอิสรภาพหลายครั้ง แต่ก็ถูกควบรวมกลับไปหลายครั้งเช่นกัน จนในปี 1990 ลิทัวเนียก็เป็นประเทศแรกในสหภาพโซเวียตที่ประกาศเอกราช และในปี 1991 ได้รับการรับรองเอกราชอย่างเป็นทางการหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และหลังจากนั้นมาก็พัฒนาก้าวหน้าจนมีเศรษฐกิจและเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในยุโรปตะวันออก พอๆกันกับลัตเวียและเอสโตเนียซึ่งเป็นกลุ่มประเทศบอลติคด้วยกันนั่นเอง



สิ่งที่น่าสนใจอย่างอื่นเกี่ยวกับลิทัวเนียก็คือ ภาษา “ลิทัวเนีย” เป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ว่ากันว่า ภาษานี้คล้ายกับภาษาที่ชาวยุโรปยุคโบราณพูดเมื่อหลายพันปีก่อนเลย และคนชาตินี้มีความคลั่งไคล้กีฬาบาสเกตบอลเป็นอย่างมาก และเคยชนะโอลิมปิกหลายครั้งทีเดียว










ฉันมาเที่ยวครั้งนี้เป็นการมาลิทัวเนียเป็นครั้งแรกแต่ด้วยเวลาจำกัดจึงขอเที่ยวแบบเป็นน้ำจิ้มเฉพาะเมืองหลวง Vilnius และ Trakai ที่อยู่ห่างไปเพียงแค่ชั่วโมงเดียว ฉันได้เดินเล่นในเมืองวิลนิอุสหลายย่านอยู่ ทั้งส่วนเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยโบสถ์สวยงามหลายแห่ง และตึกรามที่ถูกแปลงเป็นย่านศิลปะและร้านค้าร้านอาหารสมัยใหม่ เห็นได้ว่าลิทัวเนียมีความพัฒนาก้าวหน้าอย่างมากทีเดียว เป็นส่วนผสมของวิถีชีวิตที่ก้าวหน้าและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน































ใครมาเที่ยวเมือง Vilnius ก็จะต้องเริ่มต้นการเที่ยวที่มหาวิหารประจำเมือง The Cathedral Basilica of St. Stanislaus and St. Ladislaus และ Palace of the Grand Dukes of Lithuania สำหรับวิหารนั้น ถ้าจะนับอายุกันจริงๆ จากวันที่เริ่มก่อสร้างก็คือเก่าแก่ถึงเกือบ 800 ปีทีเดียว แต่เนื่องจากผ่านการถูกทำลายบ้างอุบัติเหตุบ้างจนต้องรื้อแล้วสร้างใหม่กันหลายรอบ ดังนั้นตัววิหารที่เห็นปัจจุบันนี้จึงมีอายุเพียงแค่ 200 กว่าปีถ้านับจากการบูรณะก่อสร้างครั้งล่าสุด วิหารนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของลิทัวเนียอย่างมากมายเพราะเป็นสถานที่ที่ใช้ในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของประเทศ เช่นพิธีราชาภิเษก เป็นต้น หน้าโบสถ์มีหอระฆังซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง เราสามารถปีนขึ้นไปดูวิวเมืองชั้นบนสุดได้ แต่ฉันไม่ได้ขึ้นไป





ด้านหลังติดกับตัววิหารคือ Palace of the Grand Dukes of Lithuania พระราชวังแห่งนี้มีความสำคัญโดยเป็นศูนย์กลางของการเมืองการบริหารและวัฒนธรรมที่สำคัญของลิทัวเนียอยู่ถึง 400 ปี โดยวังเริ่มสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และมีความสำคัญมาตลอดในช่วงสมัยสหภาพโปแลนด์–ลิทัวเนีย โดยเคยเป็นที่ประทับของแกรนด์ดยุกแห่งลิทัวเนียและกษัตริย์โปแลนด์หลายพระองค์ เคยมีพิธีราชาภิเษก การประชุมสภา และงานเลี้ยงระดับราชสำนัก ส่วนศิลปะและสถาปัตยกรรมนั้นผสมผสานทั้งกอธิก เรอเนซองส์ และบาโรก วังนี้ถูกรื้อทำลายไปไม่เหลือซากเมื่อลิทัวเนียตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซียในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เพราะรัสเซียมองว่าวังนี้เป็น สัญลักษณ์ของอิสรภาพและอำนาจเก่าของลิทัวเนีย จนลิทัวเนียได้รับเอกราชอีกครั้งในปี 1990 จึงได้ฟื้นฟูสัญลักษณ์ประวัติศาสตร์ของชาติ พระราชวังนี้จึงถูกบูรณะโดยใช้ข้อมูลเก่าทางโบราณคดีเป็นแนวทาง และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2013



ในปัจจุบัน นอกจากเราจะได้เข้าไปชมความงามของสถาปัตยกรรมของพระราชวังนี้ที่ดยุกเคยใช้ชีวิตอยู่แล้ว ยังได้ชมสิ่งของต่างๆ เช่นงานศิลปะ เครื่องราชูปโภค และโบราณวัตถุทั้งที่จัดแสดงอยู่ด้วย เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของลิทัวเนียไปด้วยในตัวนั่นเอง















กระซิบว่า ในตัวพระราชวังนี้เราสามารถเดินขึ้นไปได้ถึงชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นหอคอยกลมด้านบน สามารถชมวิวเมือง Vilnius ได้ทั้งเมืองแบบ 360 องศาเลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเข้าไปปีนดูที่หอระฆังประจำเมือง



วันรุ่งขึ้นเราไปเที่ยวที่เมืองหรือหมู่บ้าน Trakai กัน ซึ่งอยู่เพียงแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงขับรถจากเมืองหลวง Vilnius หมู่บ้านนี้เคยเป็นอดีตเมืองหลวงของลิทัวเนีย ก่อตั้งในศตวรรษที่ 14 ชนเผ่าดั้งเดิมที่เคยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้เรียกว่า Karaites เป็นชนเผ่าที่อพยพมาจากแถวตุรกี เคยมีอิสระในการปกครองตนเอง มีวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง อย่างเช่นบ้านของชนเผ่านี้ในเมืองจะต้องมีหน้าต่าง 3 บานในฝั่งที่อยู่ริมถนน ฉันเดินสำรวจดูบ้านไม้ทาสีสวยๆ ในหมู่บ้านนี้ทั้งหลาย แต่ละหลังมีหน้าต่าง 3 บานจริงๆ








แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของหมู่บ้าน Trakai นี้ก็คือปราสาทกลางทะเลสาบ และหมู่บ้านนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันหลากหลายเชื้อชาติในประวัติศาสตร์ลิทัวเนียอีกด้วย ตัวประสาทเองจัดแสดงเสมือนพิพิธภัณฑ์ ได้ชมทั้งสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ทีเดียวเลย










การมาเที่ยวที่นี่ไม่ยากเลย ใครมาเมืองหลวงแล้ว แนะนำเลยว่าควรจะขับรถต่อมาอีกนิดเพื่อเที่ยวที่เมืองนี้ เพราะนอกจากจะได้เที่ยวแบบประวัติศาสตร์วัฒนธรรมแล้วยังชมธรรมชาติที่สวยงามของทะเลสาบอีกด้วย แล้วที่สำคัญฉันยังเจอร้านอาหารที่บรรยากาศดีและอร่อยมากอยู่ริมทะเลสาบด้วย ฉันไปกินตอนมื้อเย็น โรแมนติกมาก


สำหรับฉัน Vilnius สนุกที่สุดก็ที่นี้ สถานที่โปรดของฉันอย่างหนึ่งก็คือคุก และ Lukiškių Kalėjimas หรือเรือนจำ Lukiškių นี่คือที่สุดของคุกที่ฉันเคยไปชมมาเลย



ที่สุดก็เพราะว่า นอกจากคุกแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของประเทศลิทัวเนียอย่างชัดเจนแล้ว ตัวอาคารสถานที่ก็ใหญ่โตน่าสนใจ และทัวร์เข้าชมนี้ทำได้ดีมากๆ หรือจะเป็นเพราะฉันได้เจอไกด์ที่ดีมากๆ ก็ไม่ทราบ ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงที่เขาพาชมห้องนั้นห้องนี้และเล่าเรื่องอย่างสนุกสนาน ฉันรู้สึกเหมือนเขาไม่ใช่ไกด์ แต่เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เคยทำงานให้กรมราชทัณฑ์ของลิทัวเนียด้วยซ้ำ เขาเชื่อมโยงเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนจำแห่งนี้กับประวัติศาสตร์ของลิทัวเนียได้อย่างกลมกลืน และเล่าเรื่องได้อย่างไม่มีท่าทีว่าจะเบื่อหรือเหน็ดเหนื่อย เขาแลดูอินมากๆ ทั้งที่เป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่น่าจะเป็นวันหยุดของเขา



เรือนจำแห่งนี้มีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 200 ปี เปิดใช้งานเมื่อปี 1837 แต่ได้ถูกรื้อทิ้งและสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาในที่เดิมเมื่อปี 1901 เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนนักโทษที่มากขึ้น และเพิ่งหยุดการใช้งานเป็นเรือนจำลงเมื่อปี 2019 นี้เอง โดยย้ายนักโทษไปอยู่เรือนจำแห่งใหม่ ด้วยเนื้อที่และอาคารที่กว้างขวางเขาจึงนำอาคารนี้มาจัดเป็นสถานที่ให้ศิลปินมาจัดแสดงงานศิลปะ และยังให้เช่าพื้นที่โล่งเพื่อจัดคอนเสิร์ต ฉายภาพยนตร์ หรือจัดงานแฟร์ต่างๆ อีกด้วย และในบริเวณมีร้านอาหารและบาร์ที่เปิดบริการทุกวัน และมีทัวร์ที่พาชมเรือนจำในอดีตแห่งนี้ เป็นการใช้พื้นที่ที่มีประโยชน์ดีมากๆ เลย



เรือนจำแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่ขนาดสามารถจองจำนักโทษได้ถึง 1000 คนทีเดียว ที่ไกด์พาเราชมมีทั้งห้องพักที่อยู่กันสองคนและห้องที่อยู่รวมกันมากถึงแปดคน เขาเล่าให้ฟังว่า ช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่มีนักโทษมากมายนั้น ในแต่ละห้องอาจจะต้องอัดกันเข้าไปมากกว่าเท่าที่ห้องจะรับได้ ยิ่งอึดอัดทรมานกว่าที่ควรจะเป็นไปอีก และเนื่องจากความใหญ่โตและยาวนานของสถานที่นี้ จึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับนักโทษที่เคยถูกจองจำอยู่ที่นี่มากมาย นักโทษที่โด่งดังที่สุดน่าจะเป็น Menachem Begin ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่หกของอิสราเอลและได้รับรางวัลโนเบลด้วย ส่วนเรื่องราวของคนอื่นนั้นก็มีทั้งฆาตกรสุดโหดและนักโทษทางการเมือง ในช่วงที่นาซียึดครองลิทัวเนียคุกนี้ก็ยังเป็นที่กักขังพวกยิวอีกด้วย และเรือนจำแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่ลิทัวเนียใช้ประหารชีวิตนักโทษคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ก่อนเลิกกฎหมายประหารชีวิตอีกด้วย





ในเรือนจำแห่งนี้มีโบสถ์นิกายออร์โธดอกซ์คือ Saint Nicholas Orthodox Church นั่นก็เพราะเรือนจำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยที่ตกอยู่ภายใต้รัสเซียนั่นเอง สาเหตุก็เพื่อให้กล่อมเกลาหล่อหลอมนักโทษ เพื่อที่หมดโทษแล้วจะได้กลับออกไปเป็นคนดี และบางครั้งยังใช้เป็นที่จัดแสดงคอนเสิร์ตให้นักโทษดูอีกด้วย

พอพาชมทัวร์เสร็จไกด์ก็พาเข้าไปในห้องสุดท้ายที่มีเซอร์ไพรส์ให้เราแต่งตัวเหมือนเป็นนักโทษ และถ่ายรูปโพลารอยด์แถมให้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

ใครชอบดูซีรี่ส์ใน Netflix และเคยชม Stranger Things อาจจะคุ้นๆ เพราะเขามาถ่ายที่นี่กันนั่นเอง ฉันเป็นคนไม่ค่อยได้ดูซีรี่ส์จึงไม่ค่อยรู้จัก แต่บอกเลยนี่คือสถานที่ในเมือง Vilnius ที่ควรจะต้องมาอย่างยิ่ง

ปล. ไกด์เล่าเรื่องแบบมีมุกตลก เขาบอกว่าตอนที่ปิดคุกนี้และย้ายนักโทษทั้งหมดออกไปอยู่เรือนจำแห่งใหม่นั้น แต่มีนักโทษอยู่หนึ่งคนที่ยังถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดกาล และบอกให้เราโผล่หน้าไปดูในห้องขัง ปรากฏว่าเป็นคัตเอาท์ขนาดเท่าตัวจริงของปูติน ใครเข้าใจเรื่องการเมืองว่าลิทัวเนียเป็นประเทศที่แยกตัวออกมาจากรัสเซียแล้วเจริญรุ่งเรืองมากกว่าจนปูตินจ้องอยากจะเอาคืน คงจะเข้าใจมุกเสียดสีนี้ของคนลิทัวเนีย





































