นิคารากัวเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันมากนักในแง่การท่องเที่ยว แต่ประเทศเล็กๆที่มีพลเมืองเพียง 6  ล้านคนนี้ก็เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกากลาง เมื่อครั้งที่ฉันวางแผนไปเที่ยวประเทศ Costa Rica ก็เกือบจะข้ามนิคารากัวไปแล้ว แต่พอเข้าไปศึกษาดูแล้วก็บอกตัวเองเลยว่า นี่แหละ ประเทศแบบเหนือฟ้าของฉัน!

เมืองหลวง Managua นั้นไม่มีอะไรมาก ด้วยเวลาที่เจียดมาได้ไม่มากฉันจึงข้ามไป และเน้นเที่ยวสองเมืองหลัก ทะเลสาบ และชมภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉายาของประเทศนี้ก็คือ “The land of lakes and volcanoes”

เมือง León ของประเทศนิคารากัวนั้น เป็นเมืองที่เข้มข้นไปด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และรอยช้ำจากการเมืองในอดีต เพราะเคยเป็นเมืองหลวงในอดีต ตัวเมืองเก่าได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดย UNESCO บอกตรงๆ ว่าฉันไม่เคยรู้จักเมืองนี้มาก่อน และเกือบตัดออกจากรายการเที่ยวแล้ว แต่บังเอิญไหวตัวทันจึงได้เปลี่ยนแผนไปนอนที่เลออนสองคืน และได้ชมสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของเมือง ซึ่งอยากจะบอกว่าถ้าพลาดคงต้องเสียใจจนแทบร้องไห้เลยทีเดียว เพราะฟันธงเลยว่านี่คือเมืองที่สุดยอดในหัวใจแบบเหนือฟ้าแล้วสำหรับประเทศนิคารากัว

ประเทศนี้ผ่านความบอบช้ำทางการเมืองมามาก ทั้งการต่อสู้แข่งขันกันเองระหว่างเลออนและกรานาด้า ทั้งการตกเป็นเมืองในจักรวรรดิสเปน ต่อมาก็ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวพื้นเมืองถูกกดขี่เอาเปรียบ นักการเมืองคอรัปชั่น แต่ที่แย่ที่สุดก็คือการปกครองโดยผู้นำแบบเผด็จการซึ่งยาวนานอยู่หลายสิบปี จนในที่สุดเกิดการปฏิวัติโดยมวลชนหรือ Revolution คล้ายกับในประเทศคิวบาและประเทศอื่นในลาตินอเมริกา และมวลชนประสบความสำเร็จในปี 1979 แต่ก็ตามมาด้วยการเสียเลือดเนื้อความเสียหายและก็ยังถูกครอบงำอยู่ด้วยตระกูลเผด็จการอีกนานต่อมา ประชาชนล้มตายเป็นอันมากและประเทศนิคารากัวก็เป็นประเทศที่ยากจนมากยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่เหลืออยู่ให้ชมที่เลออนจึงเป็นซากแห่งประวัติศาสตร์ทางด้านการเมือง เช่นพิพิธภัณฑ์ของการปฏิวัติ ซากโบสถ์ที่ถูกระเบิดถล่ม รอยกระสุนในกำแพง แต่เลออนก็เต็มไปด้วยศรัทธาและความเชื่อมั่นในศาสนา ที่พิพิธภัณฑ์ของการปฏิวัติ มีผู้ชายวัยร่วมหกสิบคนหนึ่งมาเสนอตัวขอเป็นไกด์พาเราเข้าชมพิพิธภัณฑ์ อะไรบางอย่างทำให้เราตกลงไปกับเขา เขาแต่งตัวด้วยเสื้อยืดติดตราอะไรไม่รู้บนอกเต็มไปหมด สวมหมวกแบเร่ต์คล้ายเช เกวาร่า แววตาและพลังในตัวเขาช่างล้นไปด้วยความหวังและทัศนคติที่เป็นบวก นอกจากพาชมและเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การเมืองแล้ว เขายังเล่าประสบการณ์ตรงในชีวิตที่เกือบตายแต่ก็รอดมาได้หลายครั้งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดนลูกปืนหลายครั้งก็รอดมาตลอด แม้วันนี้นิคารากัวจะยังถูกปกครองในระบบเผด็จการ เขาก็เชื่อมั่นว่าประชาชนจะชนะในที่สุด

ในเมืองมีโบสถ์มากเสียจนได้รับการประกาศให้เป็นเมืองแห่งโบสถ์ City of Churches และมีโบสถ์ที่เก่าแก่เช่นโบสถ์ Iglesia de  San Francisco และ Basilica de la Asunción โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกากลาง โรงแรมที่ฉันพักก็เป็นโรงแรมที่เคยเป็นคอนแวนต์เก่า ในโรงแรมมีเฟอร์นิเจอร์และรูปปั้นต่างๆโบราณจากในโบสถ์และคอนแวนต์ ห้องพักเคยเป็นห้องแม่ชีเก่า ฉันชอบมากจริงๆ โรงแรมที่เอาวัดเก่าคอนแวนต์เก่ามาดัดแปลงแบบนี้ แฟนเหนือฟ้าคงจำได้ว่าฉันไปพักโรงแรมแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว มีโอกาสทีไรต้องไม่พลาด

การเที่ยวชมเลออนจึงให้ความรู้สึกเหมือนหมุนนาฬิกาถอยกลับไปอยู่ในโลกแห่งอดีต นอกจากบรรยากาศจะเต็มไปด้วยสถานที่แห่งประวัติศาสตร์แล้ว บ้านเมืองเขายังเรียบง่ายไม่ได้เต็มไปด้วยสิ่งที่เราคุ้นเคยในโลกสมัยใหม่ ฉันชอบเที่ยวเมืองแบบนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ศิลปะวัฒนธรรมแปลกๆ แล้วยังได้ปลดตัวเองออกจากโลกยุคใหม่ที่บางทีก็รู้สึกว่าหมุนเร็วจนเวียนหัว ยิ่งเป็นโลกเก่าของลาตินอเมริกาแบบนี้ด้วยแล้วการที่ได้กลับมายืนจึงเหมือนกับการต่อลมหายใจทีเดียว

เลออนมีความคล้ายคลึงอย่างไม่คาดฝันกับเมืองฮาวาน่าประเทศคิวบา และเมืองซาลวาดอร์เดอบาเยียของบราซิล ฉันจึงเกิดอาการตกหลุมรักแบบไม่ตั้งตัว

ส่วนเมือง Granada นั้น คือเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลกใหม่ของโคลัมบัส เป็นเมืองริมทะเลสาบนิคารากัว เคยรุ่งเรืองร่ำรวยมากเพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของสเปนในอเมริกากลาง แต่ประวัติศาสตร์บอบช้ำพอควร ทุกวันนี้แม้ร่องรอยความงามของสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลยังมีให้เห็นอยู่ ทุกซอกมุมสวยขึ้นกล้องจับใจ แต่ความยากจนและสกปรกก็เห็นชัด น่าเสียดายและน่าเห็นใจ

กรานาด้ามีขนาดไม่ใหญ่ สถานที่สำคัญมีไม่มาก เดินวันเดียวก็แทบจะทั่วทั้งเมือง แต่ทุกมุมสีสันสวยจริงๆ จนถ่ายรูปเม็มโมรี่การ์ดเต็มได้ไม่ยาก ไม่แปลกที่กรานาด้าจะเป็นเพชรน้ำเอกของนิคารากัวที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาเยือนยิ่งกว่าเมืองหลวงเสียอีก ส่วนฉันนั้น นี่คือเมืองที่ตั้งตารอพบมากที่สุดของทริปนี้ มาเห็นของจริงแล้วต้องบอกว่า ถึงจะไม่ตกหลุมรักแรงอย่าง Cartagena ของโคลอมเบียหรือ Antigua ของกัวเตมาลา แต่ก็คือเมืองโคโลเนียลในลาตินอเมริกาที่ได้ใจฉันไปเต็มๆ และนี่คือเมืองที่เราปักหลักพักอยู่นานที่สุดในนิคารากัว

นอกจากสองเมืองหลัก León และ Granada แล้ว มีสถานที่สองแห่งที่ฉันมุ่งมั่นหมายปองต้องไปให้ได้ ที่แรกคือจะต้องไปเดินชมปากปล่องภูเขาไฟที่ยังมีชีวิต เพราะนิคารากัวมีภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ถึง 21 แห่ง เราได้ไปภูเขาไฟ Mombacho ซึ่งขับรถเข้าไปจอดแล้วเดินไปชมถึงปากปล่องได้เลยไม่ไกล กับภูเขาไฟ Telica ที่เราต้องเดินเท้าปีนเขาสูงขึ้นไปเพื่อชมพระอาทิตย์ตก ทั้งสองแห่งนั้นอัศจรรย์มาก ที่ปากปล่องภูเขาไฟมีควันพุ่ง และเมื่อมองเข้าไปในปล่องก็เห็นเพลิงสีแดงวาบ ถึงจะหวาดเสียวว่าถ้าตกลงไปนี่ทั้งตัวเราคงละลายไหม้ในพริบตา แต่ก็ดูปลอดภัยกว่าที่กัวเตมาลา เพราะที่นั่นเราเดินไปจนแทบจะถึงลาวาแดงๆ ที่กำลังไหลลงมาทีเดียว เห็นไฟแดงๆ คุอยู่ระหว่างรอยแยกตรงพื้นดินใต้เท้าที่เรายืนทีเดียว

อีกแห่งนั้นคือโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อ Jicaro Lodge ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ 1 ใน 365 เกาะของทะเลสาบนิคารากัว ทั้งเกาะจิ๋วมีแค่โรงแรมนี้เท่านั้น จึงเหมือนการไปติดเกาะอย่างแท้จริง แต่ติดเกาะแบบนี้ให้อยู่เป็นปีก็อยู่ได้ ฉันฟันธงแล้วว่าหลงรักมากๆ โรงแรมแบบนี้แหละที่เป็นโรงแรมแบบเหนือฟ้าของจริง นั่นคือโรงแรมที่เรียกว่า Luxury Eco Lodge เป็นโรงแรมที่สร้างและบริหารโดยให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด  ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง การบริหารจัดการทรัพยากรที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟ อาหาร หรือเศษขยะของเสียที่เหลือ รวมไปถึงการใช้วัตถุดิบที่ปลูกเองในท้องถิ่นแบบออร์แกนิค การมีกิจกรรมร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น และการจ้างงานโดยใช้บุคลากรในท้องถิ่นเท่านั้น โรงแรมอีโคแบบนี้มีเยอะในปัจจุบัน แต่สไตล์เที่ยวเหนือฟ้าที่จะต้องแอบขอสบายนิดนึงก็จะหลงรักโรงแรมอีโคแบบที่ยังคงมีความสะดวกสบายเอาไว้ด้วย ซึ่งโรงแรมหลายแห่งซึ่งฉันเคยไปพักมาและเขียนถึงไว้ทั้งในหนังสือและในบล็อก ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ความสะดวกสบายหรูหราสามารถไปด้วยกันได้กับการรักสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้หมายถึงการไปเที่ยวแบบกางเต็นท์นอนป่าอย่างเดียวเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งที่ฉันสังเกตเกี่ยวกับโรงแรมแบบ Eco Luxury นี้คือ พนักงานที่ทำงานจะน่ารักมากเป็นพิเศษ แลดูใจเย็น จิตใจดี และมีความเอื้อเฟื้อรักในงาน คงจะเป็นธรรมดาของคนที่มีใจรักในธรรมชาติละมัง และอีกอย่างหนึ่งคืออาหารเครื่องดื่มในโรงแรมประเภทนี้มักจะทั้งอร่อยดูดีและยังดีต่อสุขภาพด้วย กิจกรรมที่มีให้ทำก็มักจะเป็นอะไรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่มีการใช้เครื่องยนต์หรือเสียงดัง ดีใจที่ปัจจุบันมีโรงแรมแบบนี้มากขึ้น ต่อไปนี้ถ้าเป็นไปได้ฉันคงเลือกพักแต่โรงแรมประเภทนี้

สำหรับโรงแรม Jicaro Lodge ที่อยู่บนเกาะเล็กจิ๋วในทะเลสาบนิคารากัวนี้ เป็นโรงแรมที่ได้รับเลือกโดย National Geographic ด้วย อยู่ในหนังสือ Unique Lodges of the World ฉันฟันธงได้เลยว่าดีมากจนหาที่ติไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว มีอยู่อย่างหนึ่งคือสปาปิดเร็วไปหน่อยแค่นั้น โรงแรมดี ห้องดี อาหารดี บริการดี ตื่นเช้ามาก็มีกาแฟร้อนๆ มารออยู่แล้วที่ระเบียงบ้าน ได้โยคะกลางแจ้งพร้อมวิวทะเลสาบ ที่สำคัญอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก เพียงแค่นั่งเรือ 10 นาทีจากเมือง Granada โดยเรือส่วนตัวของโรงแรมมารับ

และที่สุดยอดคือการที่ได้ว่ายน้ำในทะเลสาบนิคารากัวอย่างเป็นธรรมชาติ มีโป๊ะลอยอยู่กลางน้ำให้เราว่ายน้ำไปนอนเล่นได้ บนโป๊ะมีเปลผูกเอาไว้เหนือน้ำ อยากจะบอกว่าฉันสามารถลอยคออยู่กลางทะเลสาบแล้วนอนเล่นอยู่บนโป๊ะได้ทั้งวันเลย อยู่แล้วไม่อยากกลับ ยกให้ติดโพยโรงแรมโปรดที่สุดในโลกแบบเหนือฟ้าไปเลย ห้าวันในนิคารากัว ฉันสำรวจประเทศเล็กที่คนไม่ค่อยพูดถึงได้เท่านี้ นับว่าได้สัมผัสพอสมควร แต่ก็ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่อยากไป ทั้งเมืองริมทะเลทางใต้ เกาะอื่นๆ ในทะเลสาบอีก ไม่นับว่าต้องกลับไปซ้ำ León และ Granada และโรงแรม Jicaro Lodge อีกครั้ง ฉันหมายใจไว้ว่าจะต้องกลับไปเยือนนิคารากัวอีกแน่นอน

1 COMMENT

  1. อยากไปนิคารากัวมากครับ

Comments are closed.